รีวิว “แต่งคอนโดสไตล์ลอฟท์” เปลี่ยนห้องเปล่าให้กลายเป็นห้องแสนอบอุ่น รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

คอนโดมิเนียม คือที่อยู่อาศัยทางเลือกของคนยุคใหม่ที่ต้องการที่พักขนาดพอเหมาะ พร้อมอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในเมืองใหญ่…

ทำให้ปัจจุบันเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ มีคอนโดมิเนียมผุดขึ้นมาหลายโครงการ แต่โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราซื้อห้องสักห้อง ภายในมักจะตกแต่งอย่างเรียบง่ายในแบบพื้นๆ ซึ่งอาจจะเป็นสไตล์การตกแต่งที่อาจจะไม่ถูกใจเราเท่าใดนัก

วันนี้ ในบ้าน ก็มีไอเดียที่จะชวนเพื่อนๆ มาตกแต่งภายในคอนโดมิเนียม โดยเปลี่ยนจากห้องเรียบๆ พื้นๆ ตามที่โครงการตงแต่ง ให้มาเป็นห้องที่สวยงามอย่างเช่นเรื่องราวของคุณ narcolepsy ที่ได้ ตกแต่งคอนโดมิเนียมห้อง Studio ในสไตล์ Loft เราไปชมไอเดียการตกแต่งในครั้งนี้กันเลยครับ

 

รีวิวการตกแต่งห้อง Studio เล็กๆ สไตล์ loft

(โดยคุณ narcolepsy)

สวัสดีครับ วันนี้ผมกลับมารีวิวการตกแต่งห้องอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานพอสมควร เพราะกว่าจะเก็บเงินซื้อห้องใหม่ได้ครับ

 

ขอเกริ่นนำคร่าว ๆ ก่อน โครงการนี้อยู่ใกล้บ้านผมมาก ๆ และอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างสะดวก เข้าเมืองง่าย แถวนี้เมื่อก่อนสมัยผมเด็กๆจะถือว่าบ้านนอกมากกก บอกไปว่าอยู่แถวนี้ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่ตั้งแต่มีรถไฟฟ้าตัดผ่าน

ก็ทำให้กลายเป็นทำเลที่ดีขึ้นมาบ้าง เริ่มมีร้านเก๋ๆ มีตึกออฟฟิศสวยๆขึ้นมาแล้ว โครงการนี้ได้เปิดตัวอย่างร้อนแรงประมาณ 2 ปีที่แล้ว เพราะราคาไม่แรงมาก ถึงขั้นต้องไปต่อคิวกันซื้อ และเกือบมีการต่อยกันในงานเพื่อแย่งคิวกันด้วย ฮอตแค่ไหนลองคิดดู ผมเองก็เลยเกาะกระแสไปกับเค้าด้วยครับ

เนื่องจากผมคุ้นชินกับทำเลแถวนี้อยู่แล้วด้วย ตอนแรกซื้อเป็น 2ห้องนอน ชั้น 30+ ด้านหน้าตึกเลย แต่ด้วยเหตุหลายๆอย่าง (หลักๆ คืองบประมาณ) ทำให้ตัดสินใจขายไปครับ และซื้อห้อง studio เล็ก ๆ มาแทน อาจจะเอาไว้อยู่เองหรือปล่อยเช่า และเป็นการลงทุนระยะยาวไปในตัวครับ

โครงการเพิ่งเสร็จหมาดๆ ให้เข้าอยู่ได้เมื่อธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง อันนี้เป็นแปลนของห้องครับ จะคล้ายๆแปลนนี้ แต่สลับด้านซ้ายขวากันครับ

 

และนี่เป็นสภาพห้องเปล่าครับ

.

.

.

.

.

.

.

 

ห้องนี้เป็นห้อง studio ขนาด 27 ตรม. เมื่อก่อนเคยได้ยินว่าโครงการของเจ้านี้ จะเน้นส่วนกลางอลังการ สวยงามเว่อวัง แต่วัสดุภายในห้องจะสวนทางมาก คือจะแย่กว่าเจ้าอื่นๆ ใน segment เดียวกัน

แต่พอมาดูจริงๆ เฮ้ย ก็ไม่ได้แย่นะ ความดีงามของห้องนี้ที่ผมชอบ ก็คือ เป็นห้องระเบียงกว้างกว่าห้องปกติทั่วไป คือยื่นออกจากตัวตึกไปอีกเล็กน้อย (บางคนก็ไม่ชอบเพราะเสียค่าพื้นที่ระเบียงอีกแสนกว่าบาท แต่ผมว่าโอเคนะครับ ใช้งานได้จริง)

สองคือห้องน้ำใหญ่ดีครับ ถึงแม้ห้องจะเล็ก แต่ก็ไม่ดูเป็นห้องราคาถูกซักเท่าไหร่ สามคือให้ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ เหมาะกับคนของเยอะแบบผม (ตู้ใหญ่กว่าห้อง 1-bed 31ตรม. อีก)และสี่คือปูกระเบื้องบริเวณครัวมาให้ แบ่งแยกโซนจากพื้นลามิเนตในห้อง เอื้อให้กั้นประตูครัวเป็นครัวปิดได้ อันนี้ชอบมากครับ

แต่ข้อเสียที่ไม่ชอบก็มี เช่น หน้าต่างบานเล็กมาก (เล็กกว่าคอนโด segment ต่ำกว่าของบริษัทเดียวกันอีก) สองคือสีตู้ครัวกับสีตู้เสื้อผ้าคนละสีกัน งง คือตอนสร้างไม่ได้ปรึกษากันก่อนเหรอ ว่าจะเอาสีไรดี สามคือ เพดานไม่มีฝ้า เป็นพื้นของห้องข้างบนเลย

บางคนก็อาจจะมองเป็นข้อดีก็ได้ คือได้ระยะพื้นถึงฝ้าสูงขึ้น ทั้งๆที่ความสูงโดยรวมของชั้นไม่ได้สูงมาก แต่มันทำให้ยากลำบากเวลาทำการตกแต่งมากขึ้น เนื่องจากซ่อนสายไฟบนฝ้าไม่ได้ และสี่คือให้แอร์มาขนาดแค่ 12,000 btu ซึ่งเท่าที่ทราบ มันเหมาะกับห้องขนาดแค่ 18-20 ตรม.เท่านั้น

พอเริ่มโอนรับห้อง ก็เริ่มเตรียมการตกแต่งครับ สำหรับผมถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากกว่าที่ผ่านๆมา เนื่องจากห้องมีขนาดเล็ก จะต้องทำยังไง ที่จะให้มี function ทุกอย่างครบ โดยที่ไม่ทิ้งความสวยงาม และต้องดูไม่อึดอัดจนเกินไปด้วย concept ของห้องนี้ ที่ผมคิดไว้จึงออกมาเป็น “every space matters” คือทุกพื้นที่มีความหมาย เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นจะพยายามให้ได้ฟังค์ชั่นมากกว่า 1 อย่าง

จุดเริ่มต้นของการตกแต่ง เริ่มจากไปเจอโคมไฟอันนึงครับ ชอบมากเนื่องจากดีไซน์สวย ไม่ล้าสมัย และเป็นพัดลมไปในตัวด้วย เป็นการเพิ่มลม flow ให้กับห้อง และอาจจะช่วยลดการใช้แอร์ด้วย ในวันที่อากาศไม่ร้อนมาก ที่สำคัญลดราคา 70% ด้วยครับ จึงจัดมาเป็นอย่างแรก

 

อย่างที่สองคือชุดโซฟาครับ ได้จากงานบ้านและสวน แบบว่าเห็นแล้วคือคิดเลยทันทีว่า มันต้องเป็นชุดโซฟาห้องเรา เนื่องจากดีไซน์สวย และสามารถทำได้หลายอย่าง เป็นโซฟา โต๊ะทำงาน โต๊ะกินข้าวก็ได้ นั่งได้พร้อมกันถึง 4 คน และก็ไม่เกะกะพื้นที่เลย

เนื่องจากสามารถดันรวบเข้าไปเก็บได้ เมื่อไม่ได้ใช้งาน อันนี้ถึงจะราคาสูงหน่อย และอาจจะแต่งให้เข้ากับโคมไฟยากนิดนึง แต่ผมชอบมาก ๆ จึงได้กัดฟันซื้อมาครับ

 

พอมี 2 อย่างอันนี้ เลยกลายเป็นที่มาว่าต้องพยายามแต่งห้องออกมาให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ทั้ง 2 อัน โดยที่อันนึงก็ loft ส่วนอีกอันก็แนว minimal หน่อย จึงคิดธีมออกมาให้เป็นแนว loft นิดๆ ผสมกับ modern japanese หน่อยๆ ละกัน

ผู้รับเหมา เลือกใช้เจ้าประจำที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ครับ ทำมาหลายที่ เริ่มรู้ใจกันมากขึ้นครับ ขั้นตอนของผมคือทำการบ้านให้ดี มีแบบที่ต้องการในใจให้พร้อมแล้วค่อยนัด ผรม มาคุยครับ จะได้สรุปแบบกันทีเดียว

เพราะมีประสบการณ์ว่า มาเปลี่ยนแบบทีหลัง จะยุ่งยากมาก ในเรื่องการคิดราคา และการสร้างให้ตรงกับที่เราตั้งใจไว้  อาจจะไม่ต้องมีแบบทุกอย่าง แต่อย่างน้อยต้องมีภาพคร่าวๆในหัวว่าอยากให้ออกมาเป็นแบบไหนยังไง แล้ว ผรม จะช่วยคิดแบบที่ลงตัวร่วมกัน และทำได้จริงออกมาอีกที

 

เริ่มตั้งแต่ห้องน้ำ ผมเลือกที่จะเอากระจกเดิมออก และทำชั้นเก็บของหลังกระจกขึ้นมา เพื่อเอาไว้เก็บ supplier ต่างๆ ของใช้ในห้องน้ำจะได้เก็บในห้องน้ำได้ทั้งหมด ไม่ต้องไปเปลืองที่เก็บข้างนอก

ใต้ซิงค์ล้างหน้ามีชั้นวางโล่งๆอยู่อันนึงก็เอาออก ทำตู้ใต้ซิงค์เต็มพื้นที่ เพื่อเก็บของให้ได้มากที่สุด แต่ฝั่งใกล้ประตู เว้นที่ไว้ทำเป็นบานเปิดใส่ตะกร้าผ้าใช้แล้ว เพื่อให้ดูเรียบร้อย

.

.

.

.

.

 

ส่วนอาบน้ำ ติดเรนชาวเวอร์นิดนึงครับ รู้สึกว่าทำให้ห้องดูมีราคากว่า และเป็นความชอบส่วนตัวด้วยครับ

 

ส่วนครัวโครงการบิ๊วมาให้ค่อนข้างครบอยู่แล้ว แค่ติดไฟตรงซิงค์อย่างเดียวครับ ชอบล้างจานแบบสว่างๆ หน่อย และฝั่งตรงข้ามครัว โครงการทำตู้เก็บของมาให้ด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นตู้รองเท้า ตรงกลางเว้นช่องวางของไว้ให้ ซึ่งถือว่าดีครับ แต่ดีไม่สุด

เพราะไม่ทำปลั๊กไฟมาให้ ถถถ ไม่รู้จะทำช่องมาทำไม จะชาร์จมือถือก็ไม่ได้ จะเอาไว้ชงกาแฟก็ไม่ได้ ผมเลยให้เดินสายไฟมาต่อปล๊ก และติดไฟในตู้เพิ่ม ให้ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ได้มากขึ้น

.

 

บริเวณใกล้ๆประตูทางออกนี้ ผมอยากให้มีกระจกบานใหญ่ๆบานนึงเอาไว้ดูความเรียบร้อยก่อนออกจากห้อง ไม่รู้จะเอาพื้นที่ตรงไหนดี เลยติดกระจกที่ประตูไปเลย อันนี้แรกๆก็คิดว่าอาจจะดูประหลาดๆนิดนึง แต่พอติดแล้วก็ดูไม่ได้น่าเกลียดอะไรนะครับ และทำให้บริเวณนี้ดูกว้างขึ้นหน่อยด้วย

 

Advertisement

ต่อเข้ามาในโซน living ผมทำประตูกระจกบานเลื่อนกั้นส่วน living แยกจากส่วนครัว ข้อดีก็คือ ช่วยลดกลิ่นเวลาทำอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันเสียงจากโถงทางเดิน ได้ดีมากด้วย เนื่องจากห้องอยู่ไม่ไกลจากลิฟท์เท่าไหร่ และยังช่วยป้องกันเสียงในห้องออกไปข้างนอกด้วย

กรณีเปิดทีวีหรือเปิดเพลงดังๆ นอกจากนี้ยังช่วยลดการทำงานของแอร์ลงด้วย ตามที่กล่าวไปตอนแรกว่าขนาดแอร์ที่โครงการให้มา เหมาะสำหรับพื้นที่แค่ 18-20 ตรม.เท่านั้น การกั้นพื้นที่ จึงน่าจะทำให้แอร์ไม่พังง่ายจากการที่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

รูปตอนติดตั้งไม่มี เดี๋ยวค่อยดูพร้อมกับอย่างอื่นเลยละกันครับ

 

ตู้เสื้อผ้า อย่างที่บอกไปตอนแรก สีหน้าบานคนละสีกับตู้ครัว และสีไม่ค่อยสวยด้วย เลยแปะกระจกทับไปให้หมดเลย เอาไว้แต่งตัวด้วยครับ ด้านในตู้ก็ติดไฟ เพิ่มแสงสว่างนิดนึง ลองใช้ระบบเปิดปิดไฟอัตโนมัติดู ไม่รู้จะทนทานรึเปล่า แต่ช่างบอกปกติไม่ค่อยมีปัญหา

.

.

 

ชั้นทีวี บิ๊วเต็มความสูงครับ โดยให้ชั้นล่างเป็นชั้นลอยจากพื้น จะได้ดูโล่ง เดินสะดวกหน่อย เต้ารับสายอากาศ ย้ายขึ้นไปไว้หลังทีวี ส่วนปลั๊กไฟต่างๆก็ย้ายมาเก็บในช่องของตู้ ทำบานปิดเพื่อความเรียบร้อย จะได้ไม่มีสายไฟระโยงระยางมากจนเกินไป ชั้นบนก็ทำเป็นชั้นโล่งๆไม่มีบานปิด เพื่อให้ดูไม่ทึบ อึดอัดจนเกินไป

เพราะมีตู้เสื้อผ้าอยู่ข้างๆ แล้ว ใส่ความเป็น loft เข้าไปโดยการใช้เหล็กสีดำมาตัดกับไม้สีโอ๊ค และใส่เหล็กฉีกไว้ด้านข้างทีวีทั้ง 2 ข้าง เพื่อซ่อนสายไฟที่ต่อเข้าตู้เสื้อผ้าด้วย ติดไฟซ่อนเพิ่มเข้าไป เพื่อให้ดูทีวีได้สบายตาเวลากลางคืน ชั้นแขวนทีวีเลือกใช้แบบดึงออกมา หันไปซ้ายไปขวาได้ เพื่อให้ดูทีวีเวลานั่งที่โซฟาได้ด้วย

.

.

 

บริเวณผนังเปล่าด้านข้างโซฟา คิดอยู่นานครับ ว่าจะทำอะไรได้บ้าง รู้สึกว่ามองดูแล้วมันอึดอัด เป็นผนังโล้นๆ จะทำชั้นวางของก็กลัวเกะกะ เวลาเดินไปมา

เลยเลือกทำเหมือนเป็นหน้าต่างจำลองแนว loft ครับ คือ ใช้กรอบสีเหลื่ยมเป็นตารางสีดำ และใส่กระจกลงไป ให้ดูเสมือนเป็นหน้าต่าง ห้องจะได้ดูกว้างๆครับ ทีแรกอยากให้ช่างใช้อะลูมิเนียมมาทำขอบ แต่ช่างบอกว่าจะแพงมาก เลยใช้ไม้สีดำทำขอบแทน

.

.

.

 

บริเวณริมหน้าต่าง ห้องผมถือว่าโชคดี มีร่องเสาค่อนข้างลึกกว่าห้อง studio ตำแหน่งอื่นๆ คือลึกประมาณ 50 cm สามารถทำโต๊ะทำงานได้ (บริเวณนี้ พื้นที่แต่ละห้องไม่เหมือนกันเลย ขึ้นกับตำแหน่งเสา ตอนแรกดูห้องตัวอย่างวางแผนไว้แบบนึง พอมาเจอห้องตัวเองจึงต้องเปลี่ยนแผนครับ)

และเนื่องจากบานหน้าต่างที่เล็กมาก คือขอบปูนสูงจากพื้นประมาณ 60 เซนเลย เลยคิดว่าทำ day bed ชิดผนังไปเลย หน้าต่างจะได้ดูเต็มๆ ดังนั้น เลยคิดแบบออกมาได้เป็น โต๊ะทำงาน ฟีเจอริ่งกับ day bed เหนือโต๊ะ บิ๊วตู้เก็บของให้เต็มความสูง

และติดกระจกหน้าโต๊ะด้วย คิดเผื่อคุณผู้หญิง เผื่อจะทำเป็นโต๊ะแต่งหน้าแทน และนอกจากนี้ ยังสามารถใช้ดูทีวีสะท้อนทางกระจกได้ด้วย เผื่อบางคนชอบทำงานไป ดูทีวีไปด้วย

.

.

.

.

.

.

.

 

เตียงกับโซฟาก็เริ่มทยอยมาลงครับ ขนาดพอดีกับพื้นที่เลย

.

 

เริ่มติดโคมไฟแล้วครับ เริ่มดูมีความ loft ขึ้นมาบ้างมั้ย

ปรากฎว่าโคมไฟเสียครับ พัดลมไม่ทำงาน ให้ช่างมาเปลี่ยนกล่องควบคุมก็ไม่หาย ต้องมายกทั้งโคมกลับไปซ่อมอีก

.

 

หัวเตียงติดรูป เลือกรูปไม่ใหญ่มาก และหลังโซฟาติดนาฬิกาเล็กๆอันนึงครับ และติดรางไฟ ส่องรูป และผนังหัวเตียงให้เด่นมากขึ้น

.

 

ถ้าเปรียบการบิ๊วอินเป็นพระเอกของห้อง นางเอกของห้องนี้ก็ต้องเป็นผ้าม่านและวอลล์เปเปอร์ครับ เพื่อเติมเต็มให้ห้องสวยงาม และเพื่อให้ตอบโจทย์สไตล์ loft ผมเลือกใช้ช่างเจ้าเดิมที่เคยใช้บริการมาตลอดเช่นกันครับ

ส่วนวอลล์ที่ใช้ ถ้าเป็นสไตล์ loft จะเป็นลายอะไรไม่ได้ นอกจากปูนดิบครับ เลือกใช้ลายปูนเป็นหลัก และตัดด้วยลายอีกลายเล็กน้อยที่ประตูระเบียง เพื่อไม่ให้ห้องดูจืดชืดเกินไป จริงๆตั้งใจว่าจะเอาลายอิฐแดงที่เคยใช้ แต่ช่างวอลล์บอกว่าเลิกผลิตแล้ว

อันนี้คือลายที่อยากได้ ที่เคยใช้ที่อื่น

 

ลองเลือกอิฐแดงลายอื่นๆอีกหลายอันก็ไม่มีอันไหนถูกใจเลย เลยเอาลายหินแทนครับ ลดความ loft ลงไปหน่อยนึง เสียดาย

ส่วนผ้าม่าน เลือกใช้ผ้าม่าน 2 ชั้น พลาดตรงที่เลือกสีของม่านทึบเป็นสีเทา จริงๆผมว่าถ้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม ออกเงาๆนิดนึงน่าจะสวยกว่านี้  และเพิ่งมารู้ว่าผ้าม่าน vc เป็นผ้าหน้าแคบ ติดแค่เท่าความกว้างประตูระเบียงแค่นี้ก็ต้องมีรอยต่อของผ้าด้วย !! ช่างก็ไม่บอกก่อน จะได้เลือกลายอื่น ไม่เป็นไรครับ ก็ทนใช้ๆไปก่อนละกัน

.

.

.

.

.

.

 

เรียบร้อยแล้วครับ หลังจากนั้นเป็นการใส่ prop เพื่อเพิ่มความปลอมเปลือกเข้าไป เพื่อให้ห้องดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ สุดท้ายออกมาดังภาพ ขอใช้เป็นเลนส์มุมกว้างหน่อย มีภาพ before (แต่ถ่ายไว้แค่ 2 รูป ) ไว้เปรียบเทียบด้วยหน่อยนึงครับ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

ตกแต่งครั้งนี้ ก็นึกว่าจะแปปเดียว แต่สุดท้ายก็ลากยาวเป็นเดือนอีกจนได้ เพราะติดปีใหม่ครับ และรอกระจกอีก ตัดมาขนาดไม่พอดี 2 รอบ โคมไฟก็เสีย กว่าจะซ่อม กว่าจะมาติด ก็เหนื่อยเหมือนเดิมครับ แต่พอเห็นห้องเสร็จ ก็หายเหนื่อยครับ

ผู้รับเหมา ช่างบิ๊วอิน งานดีครับ เนี๊ยบขึ้น ใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น คงเพราะทำให้ผมมาหลายงานแล้ว จุดไหนให้แก้ไขอะไรก็ทำให้ทุกอย่าง ประทับใจเหมือนเดิมครับ ขอบคุณมากครับ

ขอปิดท้ายด้วยมุมโปรดของผมแล้วกันนะครับ อารมณ์อาจจะดูร้านกาแฟไปนิด แต่ชอบครับ นั่งทำงาน ดูทีวีไปด้วย สบายๆได้ทั้งวันครับ

ที่มา : narcolepsy

คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง....

แบ่งปัน
“Home is the starting place of love, hope and dreams.”

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...