รู้หรือไม่? “สีสันภายในบ้าน” มีผลต่อพัฒนาการและอารมณ์ของลูกน้อย

สี เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เราสามารถมองเห็นได้จากทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสีของสัตว์ สิ่งของ ตลอดจนอาคารบ้านเรือน ซึ่งช่วยเพิ่มสีสันให้สิ่งรอบตัวดูมีชีวิตชีวามากขึ้น และสำหรับเด็กๆสียังเป็นตัวช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ และพัฒนาสมองอีกด้วย

สีมีความสัมพันธ์กับร่างกาย จิตใจ อารมณ์  เช่น สีดำที่ให้ความรู้สึกเงียบสงบ สีฟ้าให้ความรู้สึกสดใส และสีแดงที่บ่งบอกถึงพลัง ซึ่งก็มีข้อสรุปของนักจิตวิทยาว่า การที่เด็กๆได้รู้จักและอยู่กับสีสันเหล่านี้ มันอาจส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กๆได้ด้วยเช่นกัน

 

ยกตัวอย่างเช่นในโรงพยาบาลเด็ก จะสังเกตได้ว่าผนังในห้องรับรองมักจะถูกแต่งแต้มด้วยสีสันสดใส ทั้งนี้ก็เพื่อดึงดูดความสนใจจากเด็กๆให้เด็กรู้สึกไม่หวาดกลัวหรือตื่นตกใจ อาจกล่าวได้ว่าการเลือกใช้สีสำหรับตกแต่งสถานที่ต่างๆที่มีเด็กอาศัยร่วมด้วย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าสีไหนจะส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กๆอย่างไรบ้าง

 

สีแดง

สีแดง เป็นสีแห่งแรงกระตุ้น แม้ว่าจะมีผลวิจัยมาว่าสีแดงเป็นสีที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ แต่มันกลับเป็นสีสำคัญที่ดึงดูดให้เด็กๆมีสมาธิมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สีแดงควรนำไปตกแต่งร่วมกับโทนสีเย็นเพื่อให้เกิดโทนสีที่สมดุล เพราะถ้าหากเลือกใช้โทนสีแดงมากเกินไป มันอาจส่งผลให้เด็กๆมีความก้าวร้าวมากขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กวัยกำลังหัดเดิน

 

สีส้ม

สีส้ม เป็นสีแห่งความสดใสและร่าเริง ช่วยเพิ่มทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และความสามารถในการติดต่อสื่อสาร เด็กๆที่นั่งเล่นอยู่ภายในห้องโทนสีส้ม มีแนวโน้มที่พวกเขาจะเข้าไปทำความรู้จักกันและกัน และมีความมั่นใจในการพูดคุยกันมากขึ้น

สีที่เหมาะสมกับการตกแต่งร่วมกับสีส้ม ได้แก่สีโทนอ่อน เช่น สีเขียว สีม่วงลาเวนเดอร์ และสีครีมอ่อน เป็นต้น

 

สีเหลือง

สีเหลือง ให้ความรู้สึกเบิกบาน และมีผลวิจัยมาว่าเด็กๆที่เล่นหรือเรียนรู้ในห้องสีเหลือง จะมีสมาธิและสามารถจดจำได้ดียิ่งขึ้น แต่หนึ่งสิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้ไว้คือ สีเหลืองคือสีแห่งความเบิกบาน กระตุ้นให้เด็กมีอารมณ์สนุกสนานและมีพลัง มันจึงไม่เหมาะแก่การตกแต่งในห้องนอน เพราะอาจส่งผลให้พวกเขานอนหลับยากขึ้น

สีเหลืองควรใช้ตกแต่งร่วมกับสีเทา สีฟ้า และสีเขียว เพื่อเพิ่มความสมดุลให้กับห้อง

 

สีชมพู

สีชมพู เป็นตัวแทนของเด็กผู้หญิง แต่ก็สามารถนำไปผสมผสานตกแต่งไว้ในห้องของเด็กผู้ชายได้เช่นกัน เพราะจะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆได้เป็นอย่างดี สีชมพูเป็นสีแห่งความรักความห่วงใย ช่วยให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ ทำให้เด็กมีอารมณ์เย็น และไม่ก้าวร้าว แนะนำให้เลือกใช้สีชมพูในการตกแต่งห้องของเด็กๆอย่างพอดี เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกตื่นตระหนกและหวาดกลัวง่าย

 

สีน้ำตาล

สีน้ำตาล เป็นสีที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและมีความรู้สึกใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมได้ง่าย เหมาะสำหรับตกแต่งร่วมกับโทนสีสว่าง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ปกครองที่กำลังมองหาสีตกแต่งห้องของลูกน้อยวัยกำลังเรียนรู้

แต่อย่างไรก็ตาม การตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลมากเกินไป ก็ส่งผลให้ห้องมืดทึบและทำให้ห้องดูมีขนาดเล็กลง จนอาจเกิดความรู้สึกอึดอัดได้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีน้ำตาลตกแต่งไว้ในห้องเด็กที่ป่วยง่าย

 

สีเขียว

สีเขียว เป็นสีแห่งธรรมชาติที่ดึงความสดชื่นเข้ามาไว้ภายในห้องที่เด็กๆอยู่ จะเห็นได้ว่าโรงเรียนส่วนใหญ่นิยมนำสีเขียวไปตกแต่งไว้ในห้องเรียนของเด็กๆ เนื่องจากมีผลวิจัยมาว่าสีเขียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการเขียนและการอ่าน ส่งผลให้เด็กสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาที่กำลังเรียนรู้ได้มากขึ้น

คุณพ่อแม่คุณที่อยากให้ลูกรักตั้งใจทำการบ้าน การเลือกสีเขียวไปตกแต่งไว้ในห้องก็ถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งเลยล่ะค่ะ แต่ก็ควรตกแต่งแต่พอน้อย ควรเลือกใช้โทนสีเขียวสดใสแทนสีเขียวเข้มหรือสีเขียวขี้ม้า เพราะมันอาจทำให้ลูกๆรู้สึกหม่นหมองได้

 

สีฟ้า

สีฟ้า เป็นโทนสีที่มักจะเห็นได้บ่อยๆในห้องของเด็กผู้ชาย แต่จริงๆแล้วสีฟ้าเป็นสีที่เหมาะทั้งสำหรับเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง ซึ่งมันเป็นโทนสีที่ช่วยให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่น ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและการไหลเวียนของเลือด เหมาะสำหรับตกแต่งไว้ในห้องเด็กๆที่มีแนวโน้มว่าจะโมโหง่าย

แต่ก็ต้องระวังเรื่องการใช้สีฟ้าที่มากเกินไป เพราะมันอาจส่งผลให้เด็กๆรู้สึกหดหู่ลงได้ ฉะนั้นควรเลือกตกแต่งร่วมกับสีเหลืองหรือสีแดงเพื่อความสมดุลดีกว่าค่ะ

 

สีม่วง

สีม่วง คือพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ความอ่อนโยน และจิตที่มุ่งมั่น การเลือกใช้สีม่วงในการตกแต่งห้องของเด็กๆจะช่วยให้พวกเข้ารู้สึกสงบและไตร่ตรองมากขึ้น

หากจะตกแต่งห้องของเด็กๆด้วยโทนสีม่วง ควรตกแต่งผสมผสานไปกับโทนสีที่ตัดกัน เช่น สีส้ม หรือเลือกใช้โทนสีเขียว และสีชมพู เพื่อช่วยให้สีม่วงอึมครึมดูสว่างมากขึ้น

 

สีเทา

สีเทา เป็นอีกหนึ่งโทนสีโดดเด่นที่เหมาะแก่การตกแต่งชั่วคราว เช่น สีเทาบนของใช้หรือของประดับต่างๆ แต่ในทางกลับกัน หากเราใช้ตกแต่งภายในห้องแบบถาวร มันอาจทำให้เด็กๆรู้สึกหดหู่และโดดเดี่ยว หากจะเลือกใช้สีเทาในการตกแต่ง ควรผสมผสานไปกับสีโทนสว่าง เช่น สีเหลือง หรือโทนสีที่มีผลต่ออารมณ์มาก เช่น สีเทอร์ควอยซ์ หรือสีม่วงอมแดง

 

จากที่กล่าวมาเราจะเห็นได้ว่า เฉดสีแต่ละประเภทก็จะส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการของเด็กๆในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ทางที่ดีควรเลือกเฉดสีต่างๆในปริมาณพอเหมาะ และตกแต่งร่วมกับเฉดสีอื่นๆเพื่อให้เกิดความสมดุล ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

และนอกจากเรื่องของเฉดสีที่ส่งผลต่อพัฒนาการและอารมณ์ของเด็กๆแล้ว เรื่องสุขอนามัยก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เพราะถึงแม้เด็กจะอยู่ในห้องที่ช่วยให้อารมณ์เบิกบานและสนุกสนาน แต่ถ้าสภาพแวดล้อมภายในห้อง ไม่สะอาดและมีเชื้อโรคสะสมอยู่มาก ก็อาจส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาในภายหลังได้

 

แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป เพราะวันนี้ ในบ้าน จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ สีดูลักซ์ อีซี่แคร์ พลัส สีทาผนังภายในบ้าน ที่มาพร้อมเทคโนโลยี คิดพรูฟ พลัส ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันให้ฟิล์มสี เวลาเด็กๆ เล่นซุกซนหรือทำกิจกรรมที่ต้องเลอะเทอะผนังบ้าน คราบสกปรกจะไม่สามารถซึมลึกเข้าสู่ผนังได้ จึงสามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่ายกว่าที่เคย

 

ด้วยเทคโนโลยี คิดพรูฟ พลัส ช่วยให้การทำความสะอาดผนังที่เด็กๆวัยซนทำเลอะเทอะเป็นเรื่องง่ายสุดๆพร้อมยังปกป้องเด็กๆจากเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย

 

นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการต่อต้านและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 6 ชนิด ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของโรคต่างๆได้อีกด้วย คราวนี้คุณพ่อคุณแม่ก็มั่นใจได้เลยว่า เจ้าตัวน้อยจะสามารถเล่น และเรียนรู้อย่างสนุกสนานได้เต็มที่ แบบไร้คราบ ไร้ความกังวลใจเลยล่ะค่ะ

 

หากคุณจะสร้างบ้านที่มีเด็กวัยซนอยู่ด้วยล่ะก็ อย่าลืมเลือกใช้ สีทาภายใน ดูลักซ์ อีซี่แคร์ พลัส กันนะคะ รับรองได้ว่าไม่ผิดหวังแน่นอน ^_^

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.dulux.co.th/easy-care-plus

คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง....

แบ่งปัน
รวบรวมงานเขียนที่มากไปด้วยสาระมาไว้ในเว็บไซต์ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแบบบ้าน ไอเดียตกแต่งบ้าน รวมไปถึงผลงานทางสถาปัตยกรรมทั้งจากไทยและต่างประเทศ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะคะ :)

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...