“จากบ้านเละเป็นบ้านลอฟท์” แชร์ประสบการณ์รีโนเวทบ้านมือสองให้เป็นบ้านสวยสไตล์ลอฟท์ เผยงบประมาณแบบละเอียด 

ย้อนกลับไปเมื่อราวเกือบ 40 – 50 ก่อน บรรดาศิลปินในแถบยุโรปนิยมสร้างสตูดิโอ หรือที่อยู่อาศัยภายในโรงงานเก่าที่หลงเหลือมาจากยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม เพราะมีราคาถูก และมีพื้นที่กว้างขวาง

โดยสิ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถูกพัฒนาจนกลายมาเป็นสไตล์ตกแต่งที่เรียกว่า “อินดัสเทรียล” คือ ความดิบของวัสดุของโรงงานอย่าง เหล็ก ไม้ และปูน ที่มีความสวยงามในตัวโดยปราศจากการแต่งเติม

ปัจจุบัน ลอฟท์ หรืออินดัสเทรียล ลอฟท์ กำลังเป็นที่นิยมในเมืองไทย วันนี้ ในบ้าน เลยจะพาเพื่อนๆ ไปชม การรีโนเวท และการตกแต่งบ้านให้ในสไตล์ลอฟท์ เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา และเป็นไอเดีย โดยเป็นการรีวิวจากคุณ สมาชิกหมายเลข 5177000 ลองไปชมกันได้เลยครับ

 

“จากบ้านเละเป็นบ้านลอฟท์” แชร์ประสบการณ์รีโนเวทบ้านมือสองให้เป็นบ้านสวยสไตล์ลอฟท์ พร้อมงบประมาณแบบละเอียด

(โดยคุณ สมาชิกหมายเลข 5177000)

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เฝ้าติดตามการรีโนเวทบ้านจากเวปเพจต่างๆ หรือทั้งรายการต่างๆ มาหลายรายการ รู้สึกชื่นชอบและได้ชื่นชมกับบ้านของเพื่อนๆหลายๆท่านที่ได้มาแชร์ในพื้นที่ตรงนี้อยู่หลายครั้ง

แต่แล้ววันนี้ผมก็ได้มีโอกาสแชร์ประสบการ์การรีโนเวทบ้าน ที่เป็นบ้านของตัวเองบ้าง ข้อมลูที่ผมจะแชร์นี้ผมหวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดอย่างไร ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยครับ

.

 

เริ่มจากผมได้ผ่อนบ้านหลังเก่าที่ซื้อให้พ่อแม่และน้องๆเป็นเวลานานและใกล้จะหมดแล้ว ผมจึงคิดหาบ้านหลังใหม่ที่ที่ตัวเองจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระแต่ต้องอยู่ในภาระหนี้สินที่ตัวผมเองพอรับไหวด้วย แต่ด้วยเนื่องจากสเปกบ้านที่ผมต้องการกับราคาบ้านในท้องตลาดมันช่างไม่มีความสมดุลกันเลย

 

โจทย์ความต้องการบ้านของผมคือ

เป็นบ้านหลังไม่ใหญ่มากนัก แต่ต้องอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง (เพราะตั้งแต่เด็กผมเติบโตและชินกับบ้านเล็กๆที่อยู่ในตัวเมืองชั้นใน)

ราคาไม่เกิน 1,7XX,XXX.- (ที่ต้องเป็นราคานี้เพราะ ถ้าเป็นราคาที่แพงกว่านี้ผมต้องลำบากผ่อนในแต่ล่ะเดือนแน่ๆเพราะด้วยภาระหนี้ที่ผมต้องผ่อนบ้านถึงสองหลังแถมในอนาคตอันใกล้ผมอาจจะเปลี่ยนรถใหม่อีก ซึ้งภาระเหล่านี้ผมรับผิดชอบเพียงคนเดียว T__T )

อาจจะต้องมีร่มไม้มีพื้นที่สีเขียวบ้าง

ต้องไม่มีค่าส่วนกลางจุกจิกมากจนเกินไป

ต้องสงบด้วย

“ผมเยอะมั้ยครับ 555555 มันไม่คงไม่มีหรอกครับโครงการบ้านแบบที่ผมตั้งโจทย์เอาไว้”

ฉะนั้นผมจึงคิดว่าผมควรจะหาบ้านที่เป็นบ้านมือสองที่ใกล้เมืองเพื่อทำการรีโนเวทในแบบที่เป็นสไตล์ผม แต่การที่จะหาบ้านมือสองที่ดีๆนั้นยากมาก เพราะผมก็ไม่มีความรู้เรื่องโครงสร้างเลยไม่รู้ว่าจะตัดสินใจซื้อบ้านยั่งไงดี แต่ผมก็พยายามหาบ้านอยู่เรื่อยๆ พร้อมกับศึกษาวิธีการเลือกบ้านควบคู่กันไปด้วย

จนมาเจอบ้านหลังหนึ่งบ้านหลังนี้ไม่ใกล้และไม่ไกลจากกลางใจเมืองมากนัก ทำเลที่ตั้งของบ้านอยู่ห่างจากออฟิตย่านเอกมัยมาถึงตัวบ้านเพียง 11-12 กิโล “โอเค เรื่องทำเลถือว่าพอได้อยู่” พอผมเข้าไปดูบ้านก็ได้สังเกตอยู่หนึ่งอย่างคือบ้านสมัยก่อนนั้นจะเป็นทรงยาวและค่อนข้างมืด

แต่ดูๆไปก็ไม่ค่อยติดขัดอะไร เพราะด้วยสภาพของตัวอาคารที่ไม่เก่าจนเกินไปแต่อาจจะมีทรุดบ้างอะไรบ้างเล็กน้อยมันก็เป็นเรื่องปกติเพราะหลังนี้เป็นทาวน์เฮ้าส์เก่าอายุ 23-24ปี พอดิบพอดี แต่สภาพรวมๆ ยังแข็งแรงอยู่มากเพราะก่อด้วยอิฐมอญทั้งหลัง

แต่ที่สำคัญราคาเป็นน่าสนใจสำหรับผมมากเพราะราคานั้นอยู่ที่ 1,4XX,XXX ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ผมรับได้และถ้าเปรียบเทียบกับทำเลบ้านโครงการใหม่ๆ ในย่านนี้แล้ว โครงการใหม่ๆน่าจะอยู่ประมาน 2,XXX,XXX++ หรืออาจจะมากกว่านั้นถ้าอีก 3-4 ปี

รถไฟฟ้าสายสีเหลืองสร้างเสร็จ แล้วอีกอย่างถ้าเป็นบ้านใหม่ราคานี้คงได้แค่ตัวบ้านเปล่าๆในพื้นที่ 16-17 ตารางวาเท่านั้น

แต่ในขณะเดียวกันผมกลับได้บ้านหลังนี้ในพื้นที่ 22 ตารางวา (เดิมทีบ้านหลังนี้มี 16 ตารางวาแต่เพราะเจ้าของเดิมได้ซื้อที่ดินเพิ่มออกไปหลังบ้านอีก 6 ตารางวาจึงกลายเป็น 22 ตารางวาครับ)

หลังจาการทำสัญญาซื้อขายและทำเรื่องโอนต่างๆ นานาจากกรมที่ดินเสร็จสินแล้ว ผมก็เข้ามาสำรวจสภาพของตัวบ้านโดยละเอียด

บ้านที่พอเจ้าของเก่าได้ขนของออกไปหมดแล้ว ก็เหลืออารยธรรมมากมายอย่างที่เห็น มีทั้งรอยลอกร่อนมากมาย มีรอยพื้นที่ผุนิดหน่อยพอสมควร และมีฝ้าที่ผุพัง

แต่ซึ่งนั้นถือว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเลย เพราะภาพบ้านในหัวออกผมมันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าผมจะ รื้อถอน จะเพิ่ม จะเติมตรงไหน แล้วอีกอย่างรวมๆแล้วการผุพังทั้งหมดก็ไม่มีปัญหากับงานโครงสร้างเท่าไรก็ถือว่าโอเคไปอีกหนึ่งอย่างล่ะ

.

.

.

 

พอเดินมาหลังบ้าน เอาจริงๆ แล้วแอบกลัวนะ เพราะไฟมีน้อยมากแถมยังมีต้นขนุนต้นใหญตั้งตระหง่านอยู่หลังบ้านในมุมมืด (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมานะ เพราะกลัวจะถ่ายติดอะไรมา) แต่ชอบอย่างคือหลังบ้านมีเพดานที่สูงจึงทำให้อากาศในบ้านไม่ร้อนจนเกินไป

แต่เหตุผลหลักๆที่ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้เพราะมีพื้นที่ outdoor ไว้พักผ่อนได้ด้วย

ถัดมาก็คือชั้นสองขึ้นมาตกใจเลย ไม่ได้เจอผีนะ แต่เพราะเจอห้องนอนสีเขียวสดจนจะเป็นสีเขียวสะท้อนแสงอยู่แล้ว
คือพี่เจ้าของห้องเก่าเค้าคงชอบธรรมชาติอยู่ไม่น้อย อิอิ แต่ดีที่เจ้าของเก่าเค้าแถมแอร์ให้หนึ่งเครื่องถ้าได้ล้างแอร์หน่อยสภาพน่าจะใช้ได้ดีอยู่

ถัดมาอีกหนึ่งห้องนอนก้อไม่แผ้กันเจ้าของห้องน่าจะชอบทะเลมากเพราะสีของห้องมาเป็นสีฟ้ามาเชียว จริงๆ แล้วห้องนี้ลมผ่านได้ดีกว่าห้องที่เขียวซะอีกผมคิดว่าจะทำห้องนี้เป็นห้องพระเพราะทิศทางดูแล้วน่าจะพอได้อยู่

ถัดมาเป็นห้องน้ำก็ถือว่าถูกการใช้งานมาหนักเหมือนกันโทรมไปตามสภาพปกติของบ้านเก่ากระเบื้องก็หมดสภาพไปแล้วเหมือนกัน

เอาล่ะหลังสำรวจรอบแรกเสร็จ ผมก็ทำการวัดพื้นที่เพื่อทำแบบทั้นที

.

.

.

.

.

.

 

ผมเริ่มจากเขียนแบบแปลนบ้านอย่างง่ายๆ เพื่อพอสื่อสารให้ช่างได้เข้าใจ ผมอาจจะเขีบนแบบไม่ได้ละเอียดมากอาจจะมั่วๆ ไปนิด เพราะผมเองก็ไม้ได้จบทางทางนี้มาโดยตรงแต่แค่อาศัยว่าผมทำ graphic ได้ และก็อาศัยจากการดูใน google บ้างไรบ้าง

 

ในขณะที่ผมทำแบบแปลนอยู่นั้น ไอเดียเริ่มมาผมก็ได้หาแบบบ้านมาเป็นตัวอย่างมากมาย ชอบทุกสไตล์และอย่างทำไปซะทุกแบบ

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดไม่ได้อยู่ที่ไอเดียเพียงอย่างเดียว มันอยู่ที่งบประมานของเราด้วย หลังจากผมได้ทำธุระเรื่องเงินๆทองๆ เช่น ค่าทำเนียมโอนต่างๆนานาแล้ว ผมเหลือเงินอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งความจริงแล้ว เงินจำนวนนี้ไม่ได้เป็นจำนวนที่มากมายเลย

เมื่อเปรียบเทียบกับการรีโนเวทบ้านและซื่อของเข้าบ้านเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมต้องมีเกือบทุกอย่างเพื่อจะดำรงชีวิตอยู่ได้
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ จานชาม ฯลฯ หลังจากคำนวนค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว

สรุปคือผมต้องทำยั่งไงก็ได้ให้ผมได้ทั้งรีโนเวทบ้าน และมีเฟอร์นิเจอร์หลักๆเข้าบ้าน ในราคาประมาน 250,000.-หรือบวกลบเกินมาได้นิดหน่อย

หลังจากฟุ้งซ่านความคิดมามากพอแล้วผมก็ต้องหาข้อมลูเรื่องวัสดุให้เหมาะสมกับงบประมานที่มีอยู่ โดยปรึกษากับเพื่อนๆ ที่เป็น interior Designer กับ Contractor Onsite อยู่บ้างว่า ที่ผมฟุ้งซ่านมามากมายนั้นจะทำออกมาได้จริงตามจำนวนเงินที่ผมมีได้มั้ย

เมื่อได้ข้อมลูและไอเดียที่นิ่งแล้ว ผมก็รู้แล้วว่าตัวเองชอบบ้านสไตล์ studio ที่มีความเป็น scandinavian loft
(และเดี๋ยวมีดูกันว่าจะ ลอฟท์ หรือจะ เละ! อิอิ)

เริ่มจากผมใช้วิชา graphic ของตัวเองในการรีทัชรูปแบบที่ผมอยากจะทำออกมาดูก่อนว่ามันพอจะเข้ากันหรือป่าว
และขั้นตอนต่อไปคือผมต้องเสาะหา วัสดุก่อสร้าง, อุปกรณ์การตกแต่ง, เฟอร์นิเจอร์, เพื่อมาคำนวนงบประมานเรื่องการทำบ้านด้วยตัวเองเสร็จแล้วก็ทำ brief งาน เพื่อเครียร์กับผู้รับเหมาหลังจากนั้นก็ต้องหาผู้รับเหมาที่ให้ตรงกับราคาที่วางไว้

.

อันนี้คือ brief งานช่างครับ

*แบบที่คุยกันช่างกับหน้างานจริงอาจจะไม่ตรงกัน เพราะอาจจะมีเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยต่างๆ

*ถึงขั้นตอนนี้ผมรู้แล้วว่าด้วยงบประมานที่จำกัด หลังจากผมว่าจ้างผู้รับเหมาเสร็จแล้วงานที่เหลือผมต้องลุยเองทั้งหมดคิดแล้วก็อยากจะร้องไห้ แต่คิดอีกทีก็น่าสนุกดีเหมือนกัน

 

เมื่อหาผู้รับเหมาได้แล้ว (ผู้รับเหมารายนี้เพื่อนหามาให้และผมรู้จักกันเป็นอย่างดี สามารถทำงานในราคามิตรภาพได้) และตกลงราคาค่าแรงกันแล้ว ผมก็พาผู้รับเหมาเข้าไปดูบ้าน แล้ววันรุ่งขึ้นเค้าก็ลุยงานทันที

เริ่มจากเค้าจะแบ่งทีมช่างเป็นสองทีม ทีมหนึ่งอยู่ที่บ้านเพื่อทำงานรื้อถอน และส่วนอีกทีมหนึ่งจะพาผมไปซื้อวัสดุก่อสร้าง

รายการยาวเป็นหางว่าวเลยครับงานนี้

 

หลังจากรื้อถอนเสร็จช่างก็ดูระบบน้ำภายในบ้านกับระบบไฟฟ้าให้ ระบบไฟฟ้าไม่มีปัญหา แต่ระบบน้ำช่างบอกมีการอุตตันที่ท่อน้ำทิ้งหลัก

ผมจึงวานให้ช่างแก้ปัญหาทันที แล้วก็ให้ช่างเช็คท่อน้ำทิ้งจากชั้นสองว่าอย่าให้มีน้ำซึ่มโดยเด็ดขาดเพราะว่า
ผมจะทำการเปลือยเผดานชั้น 1 ทั้งหมด

 

เมื่อจัดการกับระบบน้ำเสร็จช่างก็ทำการพ่นสีน้ำพลาสติกเพื่อรองพื้นเพดานไปหนึ่งรอบ และในขณะเดียวกันหัวหน้าช่างก็แบ่งทีมออกเพื่อปูกระเบื้องและเปลี่ยนสุขภัณฑ์

 

และวันต่อมาช่างก็ได้ทำการเปลี่ยนหน้าต่างชั้น1 หลังจากนั้นขั้นตอนต่อไปคือให้ช่างไฟเข้ามาดูงานแล้วทำการเดินท่อไฟทั้งที

หลังจากที่ช่างไฟเดินท่อไปครึ่งหนึ่ง ตอนแรกผมคิดว่าจะโชว์ท่อ EMT แต่ผมก็เห็นภาพในหัวแล้วว่า ต้องไม่เป็นอย่างที่คิดแน่ๆ เลยบอกช่างสีว่าอาจจะต้องเก็บสีดำทับอีกหนึ่งรอบ ช่างก็ใจดีที่ทำให้

 

สองวันถัดมาหลังจากที่ช่างไฟเดินไฟเรียบร้อยแล้ว ทางทีมทำเคานเตอร์ครัวก็เข้ามา สำหรับเคานเตอร์ครัวตอนแรกตามแบบในใบงานที่สั่งช่าง ผมจะทำแค่เคานเตอร์ปูนขัดมัน แต่ช่างบอกว่า “กระเบื้องเหลือจากการปูห้องน้ำตั้งเยอะ ทำไมไม่เอามาใช้ปูเคานเตอร์ครัวล่ะ เพราะในระยะยาวมันจะทนและทำความสะอาดง่ายกว่า”

ผมก็พยายามนึกภาพตามว่าจะออกมาเป็นยั่งไง สรุปคือผมเชื่อช่างครับ เพราะไม่ได้เสีย design มากมายอะไรและอีกอย่างก็ทำความสะอาดง่ายด้วย

 

ตอนเย็นๆ ในวันเดียวกันนั้นหัวหน้าผู้รับเหมาก็เลี้ยงเหล้าผมและคนงาน ก็อย่างว่าแหล่ะครับพอเริ่มเมาเราก็เริ่มคุยภาษาเดียวกันมากขึ้น

พอผมเมาได้ที่ผมก็เริ่มสาธยายไอเดียฟุ้งซ่านของผมให้หัวหน้าช่างฟังว่าจะทำอะไรเองบาง หนึ่งในนั้นผมพูดเรื่องทำผนังอิฐ ด้วยอาการเมาและคุยกันถูกคอหัวหน้าช่างเลยก็บอกว่า “แกจะทำเองให้มันเหนื่อยทำไมว่ะ คนของพี่เยอะแยะ” ผมได้ยินแบบนั้นถึงกับส่างเมา

แล้วตอกกลับไปว่า “เฮ้ยพูดจิงดิพี่ี เอาจิงนะ 555” (จริงๆก็เกรงใจเหมือนกันเพราะมันไม่ได้อยู่ใน brief งานที่ตกลงกันเอาไว้)

 

แต่พูดยังไม่ทันขาดคำ ช่างที่เป็นคนทำเคานเตอร์ปูนเลยลุกขึ้นเพื่อทำให้ดูเป็นตัวอย่างได้ครึ่งผนัง แล้วก็ถามผมว่า “คุณจะทำแบบนี้ใช่มั้ยครับ” ผมก็บอกว่าใช่ๆลุง สวยๆ ครับ วันรุ่งขึ้นหัวหน้าช่างเลยจัดให้ 3 ผนังงามๆ ให้เลยครับ

.

 

พอผนังอิฐเสร็จลงแล้ว ก็ถึงเวลาทำประตูเหล็กฉีก ผมได้มีแบบคร่าวๆให้ช่างดูว่าผมอยากได้ประมานไหนบ้าง โจทย์คือผมจะใช้โครงเหล็ก

ประตูอันเก่าแต่แค่ตัดลายเหล็กดัดอันเก่าออก แล้วเชื่อมเหล็กฉีกเข้าไปแทนที่หลังจากนั้นก็ให้ช่างพ่นสีให้เรียบร้อย

มีโครงประตูบ้างส่วนที่ผุพังมาและมี งานราวกั้นที่ชั้นสองที่ต้องซื้อเหล็กกล่องมาทำโครงใหม่

.

Advertisement

 

ในขณะเดียวกันทางช่างมีลามิเนตลายไม้เหลืออยู่ ช่างเลยจัดการแปะทับที่ประตูอันเก่าที่มันเริ่มผุพังให้ผมด้วย

จริงๆ แล้วงานนี้น่าจะเป็นงานที่ถนัดของช่างที่นี้อยู่แล้ว เพราะช่างส่วนใหญ่มากจากสายงานเฟอรนิเจอร์ทั้งนั้น (งานนี้ก็เลยฟรีจ้า)