“จากบ้านเละเป็นบ้านลอฟท์” แชร์ประสบการณ์รีโนเวทบ้านมือสองให้เป็นบ้านสวยสไตล์ลอฟท์ เผยงบประมาณแบบละเอียด 

ย้อนกลับไปเมื่อราวเกือบ 40 – 50 ก่อน บรรดาศิลปินในแถบยุโรปนิยมสร้างสตูดิโอ หรือที่อยู่อาศัยภายในโรงงานเก่าที่หลงเหลือมาจากยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม เพราะมีราคาถูก และมีพื้นที่กว้างขวาง

โดยสิ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถูกพัฒนาจนกลายมาเป็นสไตล์ตกแต่งที่เรียกว่า “อินดัสเทรียล” คือ ความดิบของวัสดุของโรงงานอย่าง เหล็ก ไม้ และปูน ที่มีความสวยงามในตัวโดยปราศจากการแต่งเติม

ปัจจุบัน ลอฟท์ หรืออินดัสเทรียล ลอฟท์ กำลังเป็นที่นิยมในเมืองไทย วันนี้ ในบ้าน เลยจะพาเพื่อนๆ ไปชม การรีโนเวท และการตกแต่งบ้านให้ในสไตล์ลอฟท์ เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ ได้ศึกษา และเป็นไอเดีย โดยเป็นการรีวิวจากคุณ สมาชิกหมายเลข 5177000 ลองไปชมกันได้เลยครับ

 

“จากบ้านเละเป็นบ้านลอฟท์” แชร์ประสบการณ์รีโนเวทบ้านมือสองให้เป็นบ้านสวยสไตล์ลอฟท์ พร้อมงบประมาณแบบละเอียด

(โดยคุณ สมาชิกหมายเลข 5177000)

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เฝ้าติดตามการรีโนเวทบ้านจากเวปเพจต่างๆ หรือทั้งรายการต่างๆ มาหลายรายการ รู้สึกชื่นชอบและได้ชื่นชมกับบ้านของเพื่อนๆหลายๆท่านที่ได้มาแชร์ในพื้นที่ตรงนี้อยู่หลายครั้ง

แต่แล้ววันนี้ผมก็ได้มีโอกาสแชร์ประสบการ์การรีโนเวทบ้าน ที่เป็นบ้านของตัวเองบ้าง ข้อมลูที่ผมจะแชร์นี้ผมหวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดอย่างไร ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยครับ

.

 

เริ่มจากผมได้ผ่อนบ้านหลังเก่าที่ซื้อให้พ่อแม่และน้องๆเป็นเวลานานและใกล้จะหมดแล้ว ผมจึงคิดหาบ้านหลังใหม่ที่ที่ตัวเองจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระแต่ต้องอยู่ในภาระหนี้สินที่ตัวผมเองพอรับไหวด้วย แต่ด้วยเนื่องจากสเปกบ้านที่ผมต้องการกับราคาบ้านในท้องตลาดมันช่างไม่มีความสมดุลกันเลย

 

โจทย์ความต้องการบ้านของผมคือ

เป็นบ้านหลังไม่ใหญ่มากนัก แต่ต้องอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง (เพราะตั้งแต่เด็กผมเติบโตและชินกับบ้านเล็กๆที่อยู่ในตัวเมืองชั้นใน)

ราคาไม่เกิน 1,7XX,XXX.- (ที่ต้องเป็นราคานี้เพราะ ถ้าเป็นราคาที่แพงกว่านี้ผมต้องลำบากผ่อนในแต่ล่ะเดือนแน่ๆเพราะด้วยภาระหนี้ที่ผมต้องผ่อนบ้านถึงสองหลังแถมในอนาคตอันใกล้ผมอาจจะเปลี่ยนรถใหม่อีก ซึ้งภาระเหล่านี้ผมรับผิดชอบเพียงคนเดียว T__T )

อาจจะต้องมีร่มไม้มีพื้นที่สีเขียวบ้าง

ต้องไม่มีค่าส่วนกลางจุกจิกมากจนเกินไป

ต้องสงบด้วย

“ผมเยอะมั้ยครับ 555555 มันไม่คงไม่มีหรอกครับโครงการบ้านแบบที่ผมตั้งโจทย์เอาไว้”

ฉะนั้นผมจึงคิดว่าผมควรจะหาบ้านที่เป็นบ้านมือสองที่ใกล้เมืองเพื่อทำการรีโนเวทในแบบที่เป็นสไตล์ผม แต่การที่จะหาบ้านมือสองที่ดีๆนั้นยากมาก เพราะผมก็ไม่มีความรู้เรื่องโครงสร้างเลยไม่รู้ว่าจะตัดสินใจซื้อบ้านยั่งไงดี แต่ผมก็พยายามหาบ้านอยู่เรื่อยๆ พร้อมกับศึกษาวิธีการเลือกบ้านควบคู่กันไปด้วย

จนมาเจอบ้านหลังหนึ่งบ้านหลังนี้ไม่ใกล้และไม่ไกลจากกลางใจเมืองมากนัก ทำเลที่ตั้งของบ้านอยู่ห่างจากออฟิตย่านเอกมัยมาถึงตัวบ้านเพียง 11-12 กิโล “โอเค เรื่องทำเลถือว่าพอได้อยู่” พอผมเข้าไปดูบ้านก็ได้สังเกตอยู่หนึ่งอย่างคือบ้านสมัยก่อนนั้นจะเป็นทรงยาวและค่อนข้างมืด

แต่ดูๆไปก็ไม่ค่อยติดขัดอะไร เพราะด้วยสภาพของตัวอาคารที่ไม่เก่าจนเกินไปแต่อาจจะมีทรุดบ้างอะไรบ้างเล็กน้อยมันก็เป็นเรื่องปกติเพราะหลังนี้เป็นทาวน์เฮ้าส์เก่าอายุ 23-24ปี พอดิบพอดี แต่สภาพรวมๆ ยังแข็งแรงอยู่มากเพราะก่อด้วยอิฐมอญทั้งหลัง

แต่ที่สำคัญราคาเป็นน่าสนใจสำหรับผมมากเพราะราคานั้นอยู่ที่ 1,4XX,XXX ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ผมรับได้และถ้าเปรียบเทียบกับทำเลบ้านโครงการใหม่ๆ ในย่านนี้แล้ว โครงการใหม่ๆน่าจะอยู่ประมาน 2,XXX,XXX++ หรืออาจจะมากกว่านั้นถ้าอีก 3-4 ปี

รถไฟฟ้าสายสีเหลืองสร้างเสร็จ แล้วอีกอย่างถ้าเป็นบ้านใหม่ราคานี้คงได้แค่ตัวบ้านเปล่าๆในพื้นที่ 16-17 ตารางวาเท่านั้น

แต่ในขณะเดียวกันผมกลับได้บ้านหลังนี้ในพื้นที่ 22 ตารางวา (เดิมทีบ้านหลังนี้มี 16 ตารางวาแต่เพราะเจ้าของเดิมได้ซื้อที่ดินเพิ่มออกไปหลังบ้านอีก 6 ตารางวาจึงกลายเป็น 22 ตารางวาครับ)

หลังจาการทำสัญญาซื้อขายและทำเรื่องโอนต่างๆ นานาจากกรมที่ดินเสร็จสินแล้ว ผมก็เข้ามาสำรวจสภาพของตัวบ้านโดยละเอียด

บ้านที่พอเจ้าของเก่าได้ขนของออกไปหมดแล้ว ก็เหลืออารยธรรมมากมายอย่างที่เห็น มีทั้งรอยลอกร่อนมากมาย มีรอยพื้นที่ผุนิดหน่อยพอสมควร และมีฝ้าที่ผุพัง

แต่ซึ่งนั้นถือว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเลย เพราะภาพบ้านในหัวออกผมมันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าผมจะ รื้อถอน จะเพิ่ม จะเติมตรงไหน แล้วอีกอย่างรวมๆแล้วการผุพังทั้งหมดก็ไม่มีปัญหากับงานโครงสร้างเท่าไรก็ถือว่าโอเคไปอีกหนึ่งอย่างล่ะ

.

.

.

 

พอเดินมาหลังบ้าน เอาจริงๆ แล้วแอบกลัวนะ เพราะไฟมีน้อยมากแถมยังมีต้นขนุนต้นใหญตั้งตระหง่านอยู่หลังบ้านในมุมมืด (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมานะ เพราะกลัวจะถ่ายติดอะไรมา) แต่ชอบอย่างคือหลังบ้านมีเพดานที่สูงจึงทำให้อากาศในบ้านไม่ร้อนจนเกินไป

แต่เหตุผลหลักๆที่ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้เพราะมีพื้นที่ outdoor ไว้พักผ่อนได้ด้วย

ถัดมาก็คือชั้นสองขึ้นมาตกใจเลย ไม่ได้เจอผีนะ แต่เพราะเจอห้องนอนสีเขียวสดจนจะเป็นสีเขียวสะท้อนแสงอยู่แล้ว
คือพี่เจ้าของห้องเก่าเค้าคงชอบธรรมชาติอยู่ไม่น้อย อิอิ แต่ดีที่เจ้าของเก่าเค้าแถมแอร์ให้หนึ่งเครื่องถ้าได้ล้างแอร์หน่อยสภาพน่าจะใช้ได้ดีอยู่

ถัดมาอีกหนึ่งห้องนอนก้อไม่แผ้กันเจ้าของห้องน่าจะชอบทะเลมากเพราะสีของห้องมาเป็นสีฟ้ามาเชียว จริงๆ แล้วห้องนี้ลมผ่านได้ดีกว่าห้องที่เขียวซะอีกผมคิดว่าจะทำห้องนี้เป็นห้องพระเพราะทิศทางดูแล้วน่าจะพอได้อยู่

ถัดมาเป็นห้องน้ำก็ถือว่าถูกการใช้งานมาหนักเหมือนกันโทรมไปตามสภาพปกติของบ้านเก่ากระเบื้องก็หมดสภาพไปแล้วเหมือนกัน

เอาล่ะหลังสำรวจรอบแรกเสร็จ ผมก็ทำการวัดพื้นที่เพื่อทำแบบทั้นที

.

.

.

.

.

.

 

ผมเริ่มจากเขียนแบบแปลนบ้านอย่างง่ายๆ เพื่อพอสื่อสารให้ช่างได้เข้าใจ ผมอาจจะเขีบนแบบไม่ได้ละเอียดมากอาจจะมั่วๆ ไปนิด เพราะผมเองก็ไม้ได้จบทางทางนี้มาโดยตรงแต่แค่อาศัยว่าผมทำ graphic ได้ และก็อาศัยจากการดูใน google บ้างไรบ้าง

 

ในขณะที่ผมทำแบบแปลนอยู่นั้น ไอเดียเริ่มมาผมก็ได้หาแบบบ้านมาเป็นตัวอย่างมากมาย ชอบทุกสไตล์และอย่างทำไปซะทุกแบบ

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดไม่ได้อยู่ที่ไอเดียเพียงอย่างเดียว มันอยู่ที่งบประมานของเราด้วย หลังจากผมได้ทำธุระเรื่องเงินๆทองๆ เช่น ค่าทำเนียมโอนต่างๆนานาแล้ว ผมเหลือเงินอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งความจริงแล้ว เงินจำนวนนี้ไม่ได้เป็นจำนวนที่มากมายเลย

เมื่อเปรียบเทียบกับการรีโนเวทบ้านและซื่อของเข้าบ้านเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมต้องมีเกือบทุกอย่างเพื่อจะดำรงชีวิตอยู่ได้
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ จานชาม ฯลฯ หลังจากคำนวนค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว

สรุปคือผมต้องทำยั่งไงก็ได้ให้ผมได้ทั้งรีโนเวทบ้าน และมีเฟอร์นิเจอร์หลักๆเข้าบ้าน ในราคาประมาน 250,000.-หรือบวกลบเกินมาได้นิดหน่อย

หลังจากฟุ้งซ่านความคิดมามากพอแล้วผมก็ต้องหาข้อมลูเรื่องวัสดุให้เหมาะสมกับงบประมานที่มีอยู่ โดยปรึกษากับเพื่อนๆ ที่เป็น interior Designer กับ Contractor Onsite อยู่บ้างว่า ที่ผมฟุ้งซ่านมามากมายนั้นจะทำออกมาได้จริงตามจำนวนเงินที่ผมมีได้มั้ย

เมื่อได้ข้อมลูและไอเดียที่นิ่งแล้ว ผมก็รู้แล้วว่าตัวเองชอบบ้านสไตล์ studio ที่มีความเป็น scandinavian loft
(และเดี๋ยวมีดูกันว่าจะ ลอฟท์ หรือจะ เละ! อิอิ)

เริ่มจากผมใช้วิชา graphic ของตัวเองในการรีทัชรูปแบบที่ผมอยากจะทำออกมาดูก่อนว่ามันพอจะเข้ากันหรือป่าว
และขั้นตอนต่อไปคือผมต้องเสาะหา วัสดุก่อสร้าง, อุปกรณ์การตกแต่ง, เฟอร์นิเจอร์, เพื่อมาคำนวนงบประมานเรื่องการทำบ้านด้วยตัวเองเสร็จแล้วก็ทำ brief งาน เพื่อเครียร์กับผู้รับเหมาหลังจากนั้นก็ต้องหาผู้รับเหมาที่ให้ตรงกับราคาที่วางไว้

.

อันนี้คือ brief งานช่างครับ

*แบบที่คุยกันช่างกับหน้างานจริงอาจจะไม่ตรงกัน เพราะอาจจะมีเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยต่างๆ

*ถึงขั้นตอนนี้ผมรู้แล้วว่าด้วยงบประมานที่จำกัด หลังจากผมว่าจ้างผู้รับเหมาเสร็จแล้วงานที่เหลือผมต้องลุยเองทั้งหมดคิดแล้วก็อยากจะร้องไห้ แต่คิดอีกทีก็น่าสนุกดีเหมือนกัน

 

เมื่อหาผู้รับเหมาได้แล้ว (ผู้รับเหมารายนี้เพื่อนหามาให้และผมรู้จักกันเป็นอย่างดี สามารถทำงานในราคามิตรภาพได้) และตกลงราคาค่าแรงกันแล้ว ผมก็พาผู้รับเหมาเข้าไปดูบ้าน แล้ววันรุ่งขึ้นเค้าก็ลุยงานทันที

เริ่มจากเค้าจะแบ่งทีมช่างเป็นสองทีม ทีมหนึ่งอยู่ที่บ้านเพื่อทำงานรื้อถอน และส่วนอีกทีมหนึ่งจะพาผมไปซื้อวัสดุก่อสร้าง

รายการยาวเป็นหางว่าวเลยครับงานนี้

 

หลังจากรื้อถอนเสร็จช่างก็ดูระบบน้ำภายในบ้านกับระบบไฟฟ้าให้ ระบบไฟฟ้าไม่มีปัญหา แต่ระบบน้ำช่างบอกมีการอุตตันที่ท่อน้ำทิ้งหลัก

ผมจึงวานให้ช่างแก้ปัญหาทันที แล้วก็ให้ช่างเช็คท่อน้ำทิ้งจากชั้นสองว่าอย่าให้มีน้ำซึ่มโดยเด็ดขาดเพราะว่า
ผมจะทำการเปลือยเผดานชั้น 1 ทั้งหมด

 

เมื่อจัดการกับระบบน้ำเสร็จช่างก็ทำการพ่นสีน้ำพลาสติกเพื่อรองพื้นเพดานไปหนึ่งรอบ และในขณะเดียวกันหัวหน้าช่างก็แบ่งทีมออกเพื่อปูกระเบื้องและเปลี่ยนสุขภัณฑ์

 

และวันต่อมาช่างก็ได้ทำการเปลี่ยนหน้าต่างชั้น1 หลังจากนั้นขั้นตอนต่อไปคือให้ช่างไฟเข้ามาดูงานแล้วทำการเดินท่อไฟทั้งที

หลังจากที่ช่างไฟเดินท่อไปครึ่งหนึ่ง ตอนแรกผมคิดว่าจะโชว์ท่อ EMT แต่ผมก็เห็นภาพในหัวแล้วว่า ต้องไม่เป็นอย่างที่คิดแน่ๆ เลยบอกช่างสีว่าอาจจะต้องเก็บสีดำทับอีกหนึ่งรอบ ช่างก็ใจดีที่ทำให้

 

สองวันถัดมาหลังจากที่ช่างไฟเดินไฟเรียบร้อยแล้ว ทางทีมทำเคานเตอร์ครัวก็เข้ามา สำหรับเคานเตอร์ครัวตอนแรกตามแบบในใบงานที่สั่งช่าง ผมจะทำแค่เคานเตอร์ปูนขัดมัน แต่ช่างบอกว่า “กระเบื้องเหลือจากการปูห้องน้ำตั้งเยอะ ทำไมไม่เอามาใช้ปูเคานเตอร์ครัวล่ะ เพราะในระยะยาวมันจะทนและทำความสะอาดง่ายกว่า”

ผมก็พยายามนึกภาพตามว่าจะออกมาเป็นยั่งไง สรุปคือผมเชื่อช่างครับ เพราะไม่ได้เสีย design มากมายอะไรและอีกอย่างก็ทำความสะอาดง่ายด้วย

 

ตอนเย็นๆ ในวันเดียวกันนั้นหัวหน้าผู้รับเหมาก็เลี้ยงเหล้าผมและคนงาน ก็อย่างว่าแหล่ะครับพอเริ่มเมาเราก็เริ่มคุยภาษาเดียวกันมากขึ้น

พอผมเมาได้ที่ผมก็เริ่มสาธยายไอเดียฟุ้งซ่านของผมให้หัวหน้าช่างฟังว่าจะทำอะไรเองบาง หนึ่งในนั้นผมพูดเรื่องทำผนังอิฐ ด้วยอาการเมาและคุยกันถูกคอหัวหน้าช่างเลยก็บอกว่า “แกจะทำเองให้มันเหนื่อยทำไมว่ะ คนของพี่เยอะแยะ” ผมได้ยินแบบนั้นถึงกับส่างเมา

แล้วตอกกลับไปว่า “เฮ้ยพูดจิงดิพี่ี เอาจิงนะ 555” (จริงๆก็เกรงใจเหมือนกันเพราะมันไม่ได้อยู่ใน brief งานที่ตกลงกันเอาไว้)

 

แต่พูดยังไม่ทันขาดคำ ช่างที่เป็นคนทำเคานเตอร์ปูนเลยลุกขึ้นเพื่อทำให้ดูเป็นตัวอย่างได้ครึ่งผนัง แล้วก็ถามผมว่า “คุณจะทำแบบนี้ใช่มั้ยครับ” ผมก็บอกว่าใช่ๆลุง สวยๆ ครับ วันรุ่งขึ้นหัวหน้าช่างเลยจัดให้ 3 ผนังงามๆ ให้เลยครับ

.

 

พอผนังอิฐเสร็จลงแล้ว ก็ถึงเวลาทำประตูเหล็กฉีก ผมได้มีแบบคร่าวๆให้ช่างดูว่าผมอยากได้ประมานไหนบ้าง โจทย์คือผมจะใช้โครงเหล็ก

ประตูอันเก่าแต่แค่ตัดลายเหล็กดัดอันเก่าออก แล้วเชื่อมเหล็กฉีกเข้าไปแทนที่หลังจากนั้นก็ให้ช่างพ่นสีให้เรียบร้อย

มีโครงประตูบ้างส่วนที่ผุพังมาและมี งานราวกั้นที่ชั้นสองที่ต้องซื้อเหล็กกล่องมาทำโครงใหม่

.

Advertisement

 

ในขณะเดียวกันทางช่างมีลามิเนตลายไม้เหลืออยู่ ช่างเลยจัดการแปะทับที่ประตูอันเก่าที่มันเริ่มผุพังให้ผมด้วย

จริงๆ แล้วงานนี้น่าจะเป็นงานที่ถนัดของช่างที่นี้อยู่แล้ว เพราะช่างส่วนใหญ่มากจากสายงานเฟอรนิเจอร์ทั้งนั้น (งานนี้ก็เลยฟรีจ้า)

 

งตอนนี้ก็เริ่มใกล้เป็นรูปเป็นร่างแล้วครับ มีช่างก็ใจดีทาสีรองพื้นห้องนอนให้ผมด้วย เพราะช่างบอกว่าถ้าจะเปลี่ยนเขียวเป็นขาว ผมจะต้องทาเหนื่อยหลายรอบมากช่างจึงขูดสีและทารองพื้นให้ผมก่อน ถือว่าน้ำใจงามมากๆ

 

ด้วยงบประมานการว่าจ้างช่างมีเท่านี้ งานช่างจึงจบอย่างรวดเร็ว
(ซึ่งผมคิดว่าเท่านี้ทางผู้รับเหมาก็ทำงานแถมให้ผมเยอะมากแล้ว…กราบขอบพระคุณผู้รับเหมาไว้ณ.ที่นี้ด้วยครับ)

สรุปงานที่ช่างทำให้นะครับ

• รื้อถอนฝ้าชั้น 1 และพื้นปาเก้ที่อยู่ที่บันได(ราวบันได)และที่ห้องนอนทั้งสองห้อง รวมถึงทางเดินที่ชั้น 2

• นำขยะจากการรื้อถอนไปทิ้ง

• เช็คระบบน้ำให้

• ทำสีที่ฝ้าชั้น 1

• ปูกระเบื้องน้ำทั้งสองห้อง พร้อมเปลี่ยนสุขภัณฑ์

• เดินไฟฟ้าด้วยท่อ EMT ทั้ง2ชั้น พร้อมติดตั้งโคมไฟต่างๆและต่อสวิทไฟ รวมทั้งหมดประมาน 23 จุด

• ติดตั้งเครื่องดูดอากาศและพัดลมดูดอากาศ ติดตั้งปั้มน้ำ ติดตั้งหน้าต่างบานเลื่อนทั้ง บานเล็ก และบานใหญ่

• ทำเคานเตอร์ครัวพร้อมติดตั้งซิ้งค์ล้างมือและเดินท่อน้ำและติดตั้งเตาแก็ส

• แปะผนังอิฐพื้นที่ประมาน 50 ตารางเมตร(โดยประมาน)

• ซ่อมประตู2บาน และเปลี่ยนประตูห้องน้ำให้พร้อมเปลี่ยนลูกบิดใหม่

• ทำประตูเหล็กฉีก 3 บาน และทำราวเหล็กฉีกที่ทางเดินชั้น 2 (พร้อมติดตั้ง)

* อันนี้ไม่รวมเก็บงานละเอียดนะครับเพราะงานละเอียดผมบอกช่างว่าที่เหลือผมจะเป็นคนเก็บงานเองครับ

ถึงงานช่างจะจบ แต่สำหรับผมแล้วงานมันเพิ่งจะเริ่มครับ  ผมที่ใช้เวลาวันเสาร์และอาทิตส่วนมากในการทำงานแต่อาจจะมีหลังเลิกงานบ้างวันบางที่จะเข้ามาเก็บงานต่อ แต่ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้ทำคนเดียวนะครับจะมี อาทิตย์ล่ะ 1 วันที่ พ่อ แม่ และแฟนผมต่างก็มารุมช่วยผมทำบ้านเหมือนกัน

ผมไม่รอช้าครับเพราะผมรู้ว่าครั้งนี้จะไม่ได้รวดเร็วเหมือนช่างทำแน่ๆ

 

ผมจึงเริ่มจากมาทำผนังอิฐอีกหนึ่งผนังให้มันจบ ในเวลาเดียวกันนั้นผมก็จ้างช่างปูนมาเก็บงานพื้นที่ขั้นบันไดให้พื้นมันเรียบ เพื่อที่ผมจะทำปูนลอฟท์ขัดมันที่พื้นบันได

บันไดที่ผมคิดไว้ อยากได้ประมานนี้ครับ

 

ในวันถัดมาผมก็ได้เริ่มเก็บงานตกแต่งซะที โดยผมจะเริ่มจากการขูดและขัดสี, โป้วผนังให้เรียบและทำความสะอาดผนังทั้ง 2 ชั้นก่อนครับ

หลังจากนั้นผมก็จะเริ่มทำจากชั้นสองแล้วไล่ลงมาชั้นล่าง โดยงานแรกจะเป็นการทาสีในห้องนอนก่อนและผนังอิฐ

จะเห็นได้ว่าผมตั้งใจทาผนังอิฐให้สีมันไม่เสมอกันเพราะผมอยากให้มันรู้สึกว่าอิฐมันถูกกร่อน เพื่อให้ได้อารมณ์ที่ดูไม่น่าเบื่อ

 

พอทาสีห้องนอนแรกเสร็จ ผมก็ทาสีห้องน้ำและห้องนอนที่สองทันที แล้วก็ไล่สีและเก็บงานที่ตรงทางลงบันไดตามลำดับ

 

เสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปคือการทำผนังปูนลอฟท์ ผมเลือกใช้ยี่ห้อนี้ครับผมว่าน่าจะใช้ง่าย แล้วก็ texture ที่ได้จะออกมาไม่จัดจ้านมากครับ texture จะออกเคลีนๆ มากกว่า “ไม่พูดมากนะครับ ไม่ได้เจ็บคอ แต่แค่ไม่ได้ค่าโฆษณา 555”

 

เทคนิคของผมคือการทารองพื้นด้วย สีเทาบางๆ ก่อนนะครับ หลังจากนั้นผมก็ละเลงผนังลอฟท์ทันทีครับ

 

งานนี้แม่ผมยังต้องขอลองทำเลยครับ

 

หลังจากทำเสร็จแล้วก็จะได้ texture ประมานนี้ครับ

 

เสร็จแล้วก็ทำที่พื้น แล้วก็ทำที่บันไดตามลำดับครับ เมื่อแห้งแล้วก็ลงยูรีเทนเคลือบ พอยูรีเทนแห้งแล้วหลังจากนั้นผมก็จะยกอุปกรณ์ทั้งหมดลงมาทำที่ชั้น 1 ครับ

 

สำหรับงานที่ชั้น1นั้น เริ่มจากจากการเก็บงานปูนในลายละเอียดต่างๆ เช่นขอบหน้าต่างที่ช่างยังทำไม่เรียบร้อย หรือ
ทำความสะอาดเศษหินดินทราย ต่างๆนานา ฯลฯ เสร็จแล้วผมก็เริ่มทาสีอิฐก่อนอันดับแรก

เทคนิคการทาคือรอบแรกผมจะใช้สีผสมน้ำให้บางที่สุดแล้วทารองพื้นทั้งหมดเพื่อให้ทาลงไปแล้วให้เห็นเนื้ออิฐเดิม และรอบสองผมก็ผสมให้เข้มขึ้นโดยทาช่องเว้นช่องตามที่เราชอบ ส่วนรอบสามให้ผสมสีให้ทืบที่สุดเพื่อทาทืบให้ส่วนที่เราต้องการให้ทืบ (อันนี้ลายของสีอิฐ ขึ้นอยู่กับทีแปรงฟิลของเจ้าของบ้านเลยครับ)

.

 

สำหรับแฟนผมแล้วต้องปีนป่ายสูงแค่ไหนนางก็ไม่กลัว นางกลัวจะไม่มีบ้านอยู่มากกว่าครับ

 

หลังจากนั้นผมก็ทำผนังปูนล๊อฟท์ตามลำดับครับ เทคนิคคิอเอาเทปกาวแปะในส่วนตามมุมหรือส่วนที่เราไม่ต้องการให้ปูนล๊อฟท์เลอะไปยังพื้นที่รอบๆ ครับ หลังจากนั้นก็ค่อยดึงออกแล้วเก็บสีครับ

ส่วนอันนี้เป็นกำแพงอิฐ ที่ผมทำการจบกำแพงอิฐด้วยการใช้ปูนค่อยๆฉาบให้เป็นเหมือนรอยกำแพงเก่าที่กำลังจะแตกครับ

.

 

ระหว่างนั้นโซฟาที่สั่งทำกับฟูกนอนก็มาส่งตามกำหนด ซึ้งผมยังทำงานไม่เสร็จเลย เลยจำเป็นต้องเอาของกองไว้ตรงนั้นก่อน

ตอนแรกคิดว่าจะง่ายๆ น่าจะทำงานไม่นานแต่เอาเข้าจริงแล้วไม่ง่ายเลยนะครับ มีต้องเก็บงานจุกจิกมากมาย ณ ตอนนี้ต้องกราบขอบคุณพ่อ, แม่และขอบใจแฟนของผมด้วยครับ ถ้าไม่มีกำลังเสริมเหล่านี้ผมก็แย่เหมือนกันครับ

 

เมื่อเก็บทั้งสีขาว ทั้งเก็บงานปูนลอฟท์เกือบเสร็จแล้วผมก็เรียกช่างปูกระเบี้ยงยางมาปูให้ครับ ช่างปูให้เร็วมากครับทั้งสองชั้นพร้อมติดบัวยางใช้เวลาครึ่งวันก็เสร็จแล้วครับ (ตอนแรกจะปูเองแล้วครับแต่เวลาในขณะนั้นร่างกายผมเพลียมากครับ เลยจ้างดีกว่า 55)

 

สักพักก็มีเฟอร์นิเจอร์มาส่งชิ้นแรกครับผมเลยทำการประกอบทันทีครับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆส่วนใหญ่ผมก็สั่งเพื่อมาประกอบครับ

ประกอบเสร็จแล้ว 1 ตัวครับ อันนี้ได้มาจาก homepro ครับ

 

ถึงตอนนี้งานก่อสร้างภายในทั้งหมดก็ใกล้จะเสร็จแล้วครับ ในวันต่อมาผมก็เลยไปช้อปปิ้งของเข้าบ้านอีกรอบครับ ครั้งนี้ผมได้ชุดผ้าม่านสำเร็จรูปจากอีเกียมาครับ เลยทำการติดตั้งทั้งข้างล่างมุมนั่งเล่นและห้องนอนครับ

 

ระหว่างรอเฟอร์นิเจอร์ที่เหลือมาส่ง ผมก็ออกมาทำสวนหลังบ้านครับ

ดูจากสภาพเดิมก่อนนะครับ เป็นสภาพที่ถูกปูกระเบื้องไว้ก่อนแล้วแล้วถูกทำพื้นลาดไว้เพื่อระบายน้ำไว้ก่อนแล้วครับ
มีต้นขนุนและวัชพืชรกร้างอยู่ใต้ต้นขนุนด้วยครับ

 

แล้วมาดูสวนที่ผมอยากได้ครับ ผมอยากประมานนี้ก็พอครับ เป็นสวนหินที่ดูแลง่ายและดูอบอุ่นครับ

 

เริ่มกันเลยครับ โดยพื้นที่หลังบ้านผมเริ่มจากกำหนดเขตพื้นที่ซักล้างกับพื้นของสวนหย่อมก่อน หลังจากนั้นก็ก่ออิฐขึ้นมาและทำช่องเพื่อทางระบายน้ำ

 

เสร็จแล้วผมก็นำอิฐมวลเบามาก่อที่ริมกำแพงทั้งสองข้างเพื่อเป็นกระถางต้นไม้เพื่อปลูกไม้พุ่มริมรั้ว ขั้นตอนต่อไปผมก็ออกไปซื้อดิน ต้นไม้ หินศิลาแลง หินปูสนาม ผ้าสแลม

 

ซื้อเสร็จก็เริ่มจากผมทาสีกำแพงก่อนครับผมเลือกทาสีเทาครับ กะว่าจะทาให้เป็นอารมณ์ลอฟท์ แต่กลับออกมาเละๆแบบนี้ครับ

ขั้นตอนต่อไปคือถมพื้นด้วยดินก่อนตามแนวที่ก่ออิฐไว้แล้วก็ปูผ้าสแลมบนดินเพื่อเวลาปูหินแล้วไม่ให้หินจมลงดินในตอนหน้าฝน หลังจากนั้นก็วางศิลาแลงครับ แล้วปูหินก่อสร้างไปตามร่องเพื่อให้ได้ระดับ

หลังจากนั้นก็ปูหินสนามสีขาวมาทับหน้าอีกทีครับ พอเสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปคือลงดินเพื่อปลูกต้นไม้และจัดแต่งให้สวยงามตามลำดับครับ

 

เมื่อเสร็จแล้วจะเป็นแบบนี้ครับ

 

ถึงขั้นตอนนี้ผมขออนุญาติพาเพื่อนๆไปถึงตอนที่งานเสร็จเกือบจะสมบูรณ์เลยนะครับ เนื่องด้วยว่าถึงขั้นตอนนี้ผมตอนที่ทำก็คนเดียวไม่ได้มีเวลาถ่ายรูป และผมก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องถ่ายรูปเผื่อไว้สำหรับรีวิวด้วยครับ แต่ว่าผมจะพยามยามอธิบายตามรูปที่ประกอบแล้วกันนะครับบ ต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนครับบบ

เริ่มจากมุมนั่งเล่นก่อนเลยครับ เป็นมุมนั่งเล่นเล็กๆ ครับ

.

.

.

 

ผมซื้อกรอบรูปจากอีเกียและผมก็ทำไฟล์รูปกวางมาใส่กรอปตกแต่งให้มุมนั่งเล่นดูน่ารักขึ้นโดยมีต้นมอนสเตอล่ากับเฟริน์เปรูทำให้ดูร่มรื่นและมีความเป็น tropical ขึ้นครับ ส่วนชั้นวางของมุมนั่งเล่นก็ซื้อจากอีเกียแล้วเอามาทาสีดำที่ขาเพื่อให้มันรับกับเพดานสีดำพร้อม

ตกแต่งด้วย props โชว์ต่างๆ props กว่า 70% เป็นของที่ผมมีสะสมอยู่แล้วครับนอกนั้นก็ซื้อเพิ่มบ้างครับ เหตุที่ผมเอาชั้นวางของกั้นไว้เพราะผมอยากจะแบ่งพื้นที่โต๊ะอาหารกับพื้นที่นั่งเล่นให้เป็นสัดส่วนครับ

 

มาถึงพื้นที่โต๊ะอาหารครับ

 

พื้นที่ตรงนี้ก็จะมีโต๊ะอาหารที่ผมทำเองครับโดยการซื้อขาเหล็กสำเร็จมายึดกับท๊อปไม้ลัง และขัดไม้ลงทาน้ำยา
กันปลวกเชื้อราให้เรียบร้อย

 

แลัวผมก็ซื้อสีย้อมไม้สีขาวจากอีเกียมาทาเพื่อให้เข้ากับบ้านครับ ส่วนกรอบรูปสามอันที่ติดผนังผมซื้อกรอบรูปมือสองมาซ่อมและพ่นสีใหม่ ตกราคากรอบล่ะ 30.- เท่านั้นครับ ส่วนรูปภาพผมจ้างปริ้ทอิงค์เจทsticker แล้วมาแปะลงบนแผ่น passwood 5 mm ครับ

 

มาดูมุมทางเข้าบ้างครับ

 

อันนี้ผมแบ่งพื้นที่เพื่อให้เป็นทางเดินเข้าบ้านครับ เพราะเวลาผมนั่งเล่นดูทีวีผมไม่อยากให้ใครเดินผ่านทีวีครับผมจึงจัดโซฟาให้มีทางเดินแบบนี้ครับ

แล้วอีกอย่างก็จะเป็นที่จอดจักยานผมด้วยครับ สำหรับชั้นวางหกเหลี่ยม ผมใช้ passwwod 5 mm นำมาต่อกันเป็นหกเหลี่ยมหลังจากนั้นก็พ่นสีแล้วน้ำแผ่นลามิเนตลายไม้มาติดภายนอกอีกทีครับ ส่วนต้นไม้ที่เห็นเป็นของปลอมครับ

.

.

 

ส่วนนี้เป็นห้องน้ำชั้นล่าง

อันนี้ผมแค่ปูกระเบื้องยังไม่ได้คิดจะตกแต่งเพิ่มเพราะยังคิดไม่ออกบวกกับเงินหมดด้วยครับ คือต้องยอมสารภาพเลยครับว่าห้องน้ำทั้งชั้น 1 และ 2 เป็นอะไรที่ผมวางแผนน้อยที่สุดเลยครับ เพราะด้วยเงินและประสบการณ์ที่ไม่ค่อยมี
ทำให้ห้องน้ำผมทำได้แค่ปูกระเบื้อง, เปลี่ยนประตูและก็หารูปมาติดตกแต่งแค่นั้นเองครับ

 

อันนี้เป็นพื้นที่ครัวครับ

สิ่งที่ทำเพิ่มก็มีชั้นวางอันนี้ที่เป็นราง AA เอามาเจาะยึดกับผนังและก็เอาแผ่นไม้ลังมาทากันปลวกและเชื้อรา แล้วนำมาทาสีย้อมไม้อีกทีครับและนำไปยึดกับรางที่มีอยู่ครับ ส่วนที่แขวนกระทะผมซื้อชุดท่อประปาเหล็กมาตัดทำเป็นราวแขวนครับ ส่วนช่องเก็บของใต้ซิงค์ครัวผมคิดว่าจะทำเป็นประตูปิดในภายหลังครับ

.

 

ตรงนี้เป็นมุมอ่านหนังสือครับ

วิธีการทำโต๊ะเหมือนกันกับโต๊ะอาหารเลยครับและก็จะมีชั้นวางเก่าจากที่บ้านเดิมแล้วแผ่นสติกเกอร์ลายไม้มาแปะอีกที
เพื่อให้กลมกลืน ส่วนชั้นวางผมเอากระเป๋าเดินทางวินเทจที่เป็น props เก่า มาวางตั้งเพื่อเป็นที่วางของจุกจิกครับ

 

อันนี้เป็นมุม display ที่ทางพักบันไดครับ กว่า70%ผมใช้ props เก่าที่ผมมีอยู่มาจัดใหม่ครับ

 

มาดูที่ห้องนอนครับ

 

หลังจากการที่ผมได้ปูกระเบื้องยางห้องนอนเสร็จ ผมก็นำไม้พาเลทมามาล้างมาขัดหน้าไม้ และต้องเคลือบด้วยน้ำกันเชื้อราก่อนนะครับ

หลังจากนั้นผมก็เอามาเคลือบยูรีเทนแบบด้านอีกรอบครับ หลังจากนั้นก็นำมาวางเรียงและวางที่นอนตามลำดับ แค่นี้ก็ได้เตียงเก๋ๆ แล้วครับ

แต่ขอแนะนำนะครับว่าถ้าจะทำแนวนี้ต้องขยันดูดฝุ่นหน่อยเพราะเตียงไม้พาเลทคอนข้างจะเก็บฝุ่นพอสมควรครับ ส่วนรูปภาพผมก็ใช้กรอปรูปของเก่าที่มี และก็ซื้อกรอบมือสองมีทั้งกรอบลอยและกรอบแบน และอาจจะมีที่ซื้อใหม่หรือมีที่ทำเองบ้างครับ เอามาแปะๆ สลับกันครับ

 

ส่วนอันนี้เป็น display ตกแต่งในห้องนอนครับ

มุมนี้มาจาก props เหลือๆที่ซื้อต่อจากออฟฟิตครับบวกกับของที่มีสะสมเองอยู่แล้วด้วยครับ ส่วนนาฟิกาแขวนอันนี้เหมือนกันกับที่ชั้น1เลยครับ เพราะเป็นนาฟิกาเหลือๆ สมัยตอนที่ผมทำนาฟิกาขายครับ

.

 

ส่วนอันนี้เป็นมุมของเล่นของผมเองครับ อิอิ

 

ต้นไม้ที่ใช้ในห้องนอนส่วนมากผมจะใช้ต้นไม้ฟอกอากาศทั้งนั้นครับ ผมจะเลือกต้นที่สามารถปลูกในห้องนอนได้ครับ เพื่อนๆ ลองปลูกดูซิครับตื่นตอนเช้ามันสดชื่นจริงๆ ครับ

 

ก่อนนอนก็สร้างบรรยากาศด้วยโคมไฟพระจันทร์ อิอิ

 

อันนี้เป็นห้องน้ำชั้นสองครับ ส่วนของห้องนำ้ผมได้แยกพื้นที่เปียกกับแห้งไว้ด้วยครับโดยใช้ม่าน pvc ครับ และก็ตกแต่งด้วยการใส่กรอปรูปนิดหน่อยครับ กรอปรูปอันนี้ก็ทำเองจากเศษไม้และต้นไม้ปลอมที่เหลือๆครับ เพราะเริ่มจะหมดเงินแล้วครับ

.

 

จะเห็นได้ว่าผมจะตกแต่งด้วยเฟอรนิเจอร์เป็นแบบลอยตัวทั้งหมดจะไม่ค่อยมีบิ้วอินใดๆ เพราะผมต้องการให้ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาครับ เพื่อการใช้งานที่อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงในอนาคตครับ

หลังจากภายในบ้านรวมๆเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้วผมก็ได้แยกเข้ามาอยู่เลยครับ กะว่าจะอยู่ไปทำไปแต่แล้วผมก็หางานให้ตัวเองเพิ่มอีกแล้วครับ เหะๆ

ผมสังเกตว่ายังมีกระเบื้องยางเหลืออยู่และผมก็เห็นว่าโรงรถมันยังเก่าอยู่เลยครับ ผมเลยมีคิดและสังเกตว่าพื้นที่โรงรถมีแค่แดดช่องในแค่ตอนช่วงเช้า และสายๆ ก็ไม่มีแดดแถมยังไม่มีฝนสาดเข้าถึงด้วย ผมว่ามันเหมาะแก่การเบิลผนังกระเบื้องยางจริงๆ ครับ

ผมไม่รอรีครับเริ่มจากผมวัดและคำนวนผนังเพื่อคำนวนกระเบื้องยางครับ (มีต้องซื้อเพิ่ม2ตารางเมตรครับ) หลังจากนั้นผมก็ทาสีทั้งกำแพงและเพดานให้เรียบร้อยก่อนครับ เสร็จแล้วผมก็ไปซื้อกาว (ผมใช้เป็นกาวยางนะครับ)

หลังจากของทุกอย่างพร้อมแล้วผมก็เริ่มจากการทำความสะอาดผนังให้เรียบร้อย

แลัวตัดกระเบื้องยางรอเอาไว้หลังจากนั้นก็ค่อยๆทากาวกับกระเบื้องยางและทากาวกับผนังหลังจากนั้นก็แปะให้ทั้ว และเก็บงานขอบมุมด้วยบัวยางให้เรียบร้อย

 

เสร็จแล้วก็จะเป็นแบบนี้ครับ

 

ถ้าเพื่อนๆ ยังนึกภาพรวมๆ ไม่ออกว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ผมจะทำรูปสรุปให้ดูอีกครั้งดังนี้ครับ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

อย่างไรก็ตามถึงตอนนี้แม้ผมจะได้เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้แล้วแต่งานของผมก็ยังไม่จบครับ การรีวิวบ้านครังนี้เป็นการรีวิวบ้านเสร็จ 90% ครับ เพราะว่าผมยังเหลือหน้ากากของบ้านที่ผมต้องทำอีกหนึ่งโปรเจท เพราะตอนนี้ถึงบ้านภายในจะดูเป็นที่น่าพอใจแต่สำหรับผมแล้ว

แต่หน้าบ้านยังดูเป็นบ้านเก่าอยู่เลยครับ ซึ่งผมตั้งงบไว้แค่ 2000.- เท่านั้นครับ ถ้ายังไงถ้าผมมีโอกาสรีวิวการทำหน้าบ้าน ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆได้ชมอีกรอบนะครับ

ที่มา : สมาชิกหมายเลข 5177000

คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง....

แบ่งปัน
“Home is the starting place of love, hope and dreams.”

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...