รีวิว “ตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล” เรียบง่าย เบาสบาย แต่ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน

ความเรียบง่าย และโปร่งสบาย เป็นไอเดียสำหรับการตกแต่งบ้านที่เหมาะกับเมืองไทย เพราะเป็นเมืองร้อน การตกแต่งในสไตล์นี้จะช่วยให้บ้านโปร่งสบาย มีอากาศหมุนเวียนถ่ายเทในบ้านได้อย่างสะดวก ซึ่งสไตล์มินิมอล ก็มักจะถูกหยิบยกมาเป็นแนวทางในการตกแต่งบ้านลักษณะนี้

วันนี้ ในบ้าน ก็มีเรื่องราว การตกแต่งบ้านด้วยสไตล์มินิมอล ของคุณ สมาชิกหมายเลข 2802228 ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวการออกแบบ และตกแต่งบ้านด้วยสไตล์นี้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อเป็นไอเดีย และแนวทางให้เพื่อนๆ ชาวเว็บที่กำลังมองหาไอเดียตกแต่งบ้านในแบบมินิมอล ไปชมกันได้เลยครับ

 

รีวิวแต่งบ้านสไตล์ Minimalist (ตามใจฉัน)

(โดยคุณ สมาชิกหมายเลข 2802228)

บ้านที่จะมารีวิวเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น ขนาด 57 ตรว 192 ตรม พื้นที่ใช้สอยในบ้าน กับ 3 ห้องนอน พร้อมห้องน้ำในตัวทุกห้อง

ก่อนที่จะมาซื้อของโครงการนี้ ก็ไปดูมาหลายๆ ที่ ในพื้นที่ที่เราสะดวก แต่ก็ได้แค่เกือบแล้วก็เกือบ  (ปกติมีบ้านเดี่ยวสองชั้นอยู่แล้ว แต่ที่อยากซื้อใหม่เพราะ ห้องนอนอีกสองห้องไม่มีห้องน้ำในตัว ผมรู้สึกว่าไม่ค่อย Private เท่าไรนักกับคุณตาและคุณยาย อีกเหตุผลนึง คืออยากมีที่จอดรถเพิ่ม เพราะปัจจุบันจอดได้ 2 คัน)

แต่โครงการนี้ เป็นโครงการเดียวที่ตัดสินใจกันไวมาก ไปจองตั้งแต่วันเปิดตัวเลยทีเดียว แต่ก่อนที่จะไปจอง ทางโครงการก็ขึ้นป้ายไว้แล้ว เราจึงไปสุ่มดูอยู่บ่อยๆ ดูแบบบ้าน ดูภาพโดยรวม

พอถึงวันเปิดตัวซึ่งเป็นวันธรรมดา แฟนผมถึงขั้นลาพักร้อนไปวันเปิดตัวเลยครับ ก็ไปสายๆ หน่อยสัก 11 โมง โอ่โฮ เลยครับ มีคนจองหลายหลังเลย ของเฟสแรกที่เปิดขาย ประมาณ 20 หลัง สุดท้ายก็ได้ทำการจองมา 1 หลังครับ สำหรับเหตุผลในการตัดสินใจ ก็จะประมาณนี้ครับ

1. ใช้อิฐในการก่อสร้าง

2. เดินทางสะดวกในการทำงาน ขับรถขึ้นทางด่วนง่าย

3. วัสดุที่โครงการเลือกมาใช้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

4. ใกล้ตลาด 200 เมตร

5. ใกล้สถานีตำรวจภูทร 200 เมตร

หลักๆ ก็เท่านี้ครับ  ปล. โครงการนี้อยู่ต่างจังหวัดครับ แต่ใกล้ กทม.

***ขั้นตอนการเลือกแบงค์ก็สำคัญครับ ติดต่อไปทุกเจ้าเลย สุดท้ายได้แบงค์ที่เพื่อนแฟนทำอยู่ 3% fix 3 ปี กับงบตกแต่งนิดหน่อย แบบว่าเซ็นสัญญากับอีกแบงค์แล้วรอแค่โอน แบบว่ามาวันสุดท้ายก่อนโอนจริงๆ

อันนี้เป็นข้อเสนอแนะเลยนะครับสำหรับสมาชิกที่จะกู้สินเชื่อ รอให้ Final deal ได้ครบจากทุกสถาบัน แล้วค่อยดำเนินการจะดีกว่าครับ เพราะผมต้องเสียเวลาพอสมควรกับการขอเงินคืนในส่วนของเงินประกัน แต่ก็ได้คืนทุกบาทครับ แค่ยุ่งยากหน่อย

***อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันครับ คือ การใช้บริการตรวจรับบ้านก่อนโอน สำหรับผมถือว่ามีประโยชน์ใช้ได้เลยครับ กับเงินที่เสียไป 6-7 พัน บาท แลกกับความรู้ที่เราไม่มีในการตรวจรับบ้าน ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบน้ำทิ้ง งานรั่วซึม งานใต้หลังคา

ระหว่างที่ตรวจวิศกรที่คุมงานก่อสร้างของโครงการก็บอกกับผมว่า ทีมนี้ตรวจตรงตามมาตรฐานการตรวจแบบที่เรียนมาเลยครับ ทำให้ผมรู้ว่าถ้าเป็นเราตรวจเอง ก็ได้ตรวจแค่ Cosmetic เท่านั้น สำหรับผม ค่าวิชา 6-7 พัน คือ สมเหตุสมผลครับ

ด้วยความที่ไม่อยากเป็นหนี้เยอะ เลยเลือกแบงค์ที่ว่าครับ ทำให้มีงบตกแต่งอยู่ที่แปดแสนครับ มาดูกันครับว่าจะทำอะไรได้บ้าง

บ้านก่อนตกแต่งก็ประมาณนี้ครับ

ภายนอกตัวบ้าน

 

ห้องโถงโล่งๆ ชั้นล่าง

 

โครงการแถมครัวมาให้ครับ ประหยัดไปพอสมควร

 

วัสดุห้องน้ำของห้องมาสเตอร์ครับ

.

 

ก่อนอื่นเลยก็ต้องหาแบบบ้าน หา style ที่เราชอบก่อน ก็จะหาจากการไปดูบ้านตัวอย่างหลายๆ ที่แล้วก็ถ่ายรูปแบบที่ชอบๆ ไว้, search จากอากู๋ และก็ Pinterest

พร้อมทั้งเลือกโทนสีของตัวบ้านที่เราชอบ ซึ่งค่อนข้างโชคดีที่ผมและแฟนชอบ style และโทนสีที่ใกล้เคียงกัน จึงสรุปออกมาเป็น

-โทนสีออกมาเป็น ขาว เทา และดำ

– เฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัย

– ตกแต่งให้ดูโปร่งสบาย

(ในส่วนที่ผมตั้งกระทู้โดยให้เป็น Minimalist นั้น จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีความรู้อะไรเลย แต่พยายามหาชื่อที่ใกล้เคียงกับที่เราอยากได้ครับ ยังไงรอผู้รู้มาแนะนำอีกทีครับ)

ลำดับถัดมา ก็มาจัดสรรงบประมาณที่มีครับ โดยเริ่มจาก สิ่งที่จำเป็นต้องมี สิ่งที่อยากให้มี เพื่อที่จะได้ควบคุมงบได้ถูก แล้วลีสรายการออกมาครับ

ก็จะได้ดังนี้ ในส่วนที่จำเป็นต้องมี

– กระจกกั้นห้องน้ำ

– ตัวดูดอากาศระบายในห้องน้ำ

– แอร์ห้องโถง (ทางโครงการแถมแอร์ให้ 3 ตัวที่ห้องนอนทุกห้อง)

– หลังคาโรงรถ หลังคากันแดดห้องโถง และหลังคากันสาดหลังบ้าน

– เฟอร์นิเจอร์พื้นฐาน ตู้เตียง เป็นต้น

– ม่าน

– มุ้งลวด

ในส่วนที่อยากให้มี

– วอลเปเปอร์ทั้งหลัง

– ตู้ใส่รองเท้าหน้าบ้าน แบบมีกระจกไว้ส่องได้ทั้งตัว จะได้เลือกรองเท้าให้แมทช์ (copy บ้านตัวอย่างมาเลย)

– Walk in closet ที่พี่โน็ตบอกว่ายังไงก็ต้องมี…

– ชั้นวางทีวี

– ประตูกั้นกลางห้องโถงกับบันได

จากนั้นก็จะได้บริหารงบได้ถูกครับ โดยเริ่มจากการหาผู้รับเหมาของแต่ละส่วนเลย

เริ่มจาก ส่วนที่จำเป็นต้องมีและต้องจ่ายก่อน โดยที่ไม่กระทบส่วนอื่น

1. ห้องน้ำ

ทางโครงการแถมกระจกเทมเปอร์มาให้แค่ห้องมาสเตอร์ห้องเดียว อีกสามห้องต้องทำเพิ่ม ก็ search จากอากู๋เหมือนเดิม ได้ ผรม 1 เจ้า ที่มีรีวิวงานในจังหวัดที่ผมอยู่ อีกเจ้าเป็นคนรู้จักที่รับทำกระจก เจ้าสุดท้ายเป็น ผรม ที่ทำให้กับโครงการครับ โดยได้เบอร์จากการถ่ายรูปไว้ตอนช่างมาติดตั้งหลังอื่น แล้วก็ได้ดีลที่ถูกสุดด้วยครับ พร้อมกับที่เราสามารถรีวิวงานที่เค้าเคยติดตั้งได้จากห้องน้ำห้องมาสเตอร์ที่แถมมา

เบ็ดเสร็จได้ราคามา สามห้อง 38,000 บาท

2. พัดลมดูดอากาศในห้องน้ำ

เลือกแบบที่ไม่ต้องมีท่อออกข้างนอกครับ วิศกรโครงการ บอกมาว่างั้น เพราะจะได้ไม่ต้องต่อท่อออกนอกอาคาร ดูดขึ้นฝ้าได้เลย ในท้องตลาดก็มีให้เลือกไม่กี่ยี่ห้อครับ ก็ได้มา 4 ตัว ครับ โดยให้พวกช่างไฟของวิศกรโครงการติดให้เลยครับ รวมเก็บงานสีบนฝ้า ราคาติดตั้งต่อจุดก็เท่าท้องตลาดครับ

เบ็ดเสร็จ รวมค่าติดตั้งอยู่ราวๆ 7,000 บาท

ก็จะได้ห้องน้ำที่ช่วยประหยัดเวลาในการล้างของพ่อบ้านได้โข แบบนี้ครับ

.

 

.

 

ต่อมาก็มาดูในส่วนของเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานของแต่ละห้องครับ จากการคำนวนคร่าวๆ บวกกับสอมถามราคาในเบื้องต้นของงานแต่ละส่วน จึงได้ทำการแบ่งเป็นสัดส่วนออกมาได้ประมาณนี้ครับ

– ค่าม่านกับวอลเปเปอร์ราวๆ 1.5-2 แสน

– ค่าหลังคาหน้าบ้านหลังบ้าน 1.5-2 แสน

– ค่าแอร์ 1 แสน

– ส่วนที่เหลือจะเป็นค่าเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจะเหลือราวๆ 2-2.5 แสน

จากงบข้างต้นก็จะประเมินได้ว่าควรจะเลือกเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวแทน เพราะถ้าเลือกบิ้ว ไม่พอแน่ๆ จึงได้เริ่มทำการบ้านหาชุดเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวของแต่ละห้อง

*อีกเหตุผลที่เลือกงานลอยตัวแทน ที่จะบิ้ว นอกจากราคาแล้ว ก็เป็นเรื่องของคุณภาพนี่ละครับ ถ้า ผรม เสนอมาถูก งานที่ได้ก็จะถูกตาม ยกตัวอย่างเช่น ชอบงานสี gold/rose gold ถ้าเอาราคาถูก งานที่ได้ก็เป็นวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ขอบอลู สีอาจจะตกถ้าใช้ไปนานๆ ไม่สวยเหมือนแรกๆ

ปล. เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล

เริ่มที่ห้องมาสเตอร์ครับ

โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบห้องมืดๆ ครับ ขนาดของห้องก็ตามในรูปครับ ลักษณะเป็นสี่เหลือมผืนผ้ายาวๆ โดยแบ่งออกเป็นส่วนของที่นอน WIC แล้วก็ห้องน้ำ โดยได้แนวคิดมาจากบ้านตัวอย่าง แล้วก็โครงการอื่นๆ ที่ได้ไปดูมาครับ

โดยโจทย์คือ

– มีม่านม้วน (ผมอยากได้ เพราะเก๋ดี ในบ้านตัวอย่าง)

– มี wic (แขวนผ้าให้ได้เยอะๆ เพราะต่อให้เยอะแค่ไหนก็ไม่พอ😭😭)

– ไม่อึดอัด

งานนี้ไม่มี Interior ออกแบบให้ครับ จินตนาการล้วนๆ กับใช้ออกแบบฟรี โดยทีม design ของห้างร้านครับ โดยทั่วไป wic ในท้องตลาดก็จะมีอยู่ 2-3 แบบ ประมาณนี้

จากนั้นก็ให้ทางห้างวางให้ดูตามที่อยากได้ครับ ซึ่งแต่ละแบบก็จะราคาต่างกันด้วย

จากโจทย์ที่มีข้างบน ก็ได้เป็นรูปเป็นร่างออกมาแบบนี้ โดยเลือกเตียงให้สีไปในโทนเดียวกันคือ ดำๆ เงาๆ

พื้นที่สำหรับเดินกว้างทีเดียว

.

 

โดยรวมแล้วคุณแฟนอนุมัติกับ concept นี้ ปิดดีล ไป 1 ห้อง ชุด wic ไม่รวมกระจก 19,000  เตียง 17,900
ค่ากระจกเงา 2,000 บาท

เมื่อได้เฟอร์นิเจอร์หลักครบของห้องมาสเตอร์แล้ว ก็ทำการเลือกสีวอลเปเปอร์ และผ้าม่านครับ

เนื่องจากความรู้ด้านการตกแต่งของ จขกท น้อย จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง basic การจัดสีของห้องครับ โดยใช้เกณฑ์ตามรูปเลยครับ

**ผมจะไล่รีวิวทีละห้องนะครับ เพื่อจะได้เข้าใจง่าย แต่ตอนเลือกจริง ทามไลน์ คือ เลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เสร็จทั้งหมดก่อน แล้วจึงเลือกม่านและวอลเปเปอร์นะครับ

สำหรับการเลือกม่านและวอลเปเปอร์นั้น ค่อนข้างใส่ใจพอสมควร เนื่องด้วยเพราะราคาที่รวมกันทั้งหลังแล้วเกือบสองแสน ต้องเอาที่ถูกใจจริงๆ เลือกมา 3 ผรม

– เจ้าแรกทำให้กับโครงการใหญ่ซึ่งเจ้าของเดียวกันกับโครงการที่ซื้อ

-เจ้าสอง ได้จากการสอบถามจากทางวิศกร ขอเบอร์ ผรม ที่ทำบ้านตัวอย่างให้กับโครงการ เนื่องจากคุณแฟนชอบสี และลายของบ้านตัวอย่าง เลยจะ copy เเอ่น paste เลย

-เจ้าสาม ได้จากกระทู้ใน pantip ครับ คุณปุ้ยรีวิวไว้ดีมาก

จากการได้คุยได้เลือกกับทั้งสาม ผรม สรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้ เผื่อว่าเพื่อนสมาชิกจะนำไปเป็นแนวทางได้ครับ

– ราคาจากทั้งสาม ผรม แทบไม่แตกต่าง อยู่ที่ 1.8-2 แสน

– ผรม ตจว เวลาเลือกทั้งวอลเปเปอร์ และผ้าม่าน จากแคตตาล็อค ต้องเช็คในสต็อคตลอด สีที่ชอบในสต็อคหมด

– ผรม กทม เลือกได้ทุกแบบ มีของในสต็อค ถ้าไม่มีคือสั่ง แล้วรอของมา

– แบบม่านม้วน* ผรม กทม มีหลายแบบให้เลือก

ก็เป็นอันว่า ปิดดีลกับเจ้าสุดท้ายไป ในราคา 190,000 เศษๆ เนื่องจากมีแบบให้เลือกค่อนข้างมาก ถูกใจอันไหน จัดได้เลย ไม่ต้องเช็คสต็อค

***สำหรับงานติดตั้งนั้น ทีมงานทั้งวอลเปเปอร์ และม่าน มืออาชีพมากๆ ติดตั้งกันเร็ว บ้านไม่ช้ำ ช่างพบเจอ defect ก็นำกลับไปแก้ไข ไม่ปล่อยงาน defect ให้ลูกค้า เซลล์ดูแลดี ตอบไลน์ไว คุยง่าย แนะนำดี ภาพโดยรวมคือ ทุกคนในครอบครัวพึงพอใจกับเงินที่จ่ายไปครับ

ห้องมาสเตอร์ที่ได้ครับ

เป็นภาพถ่ายตอนกลางวัน แบบเปิดไฟ ปิดไฟ และเปิดม่าน Blackout

.

.

 

ชุดเฟอร์นิเจอร์ สีจะไปในโทนเดียวกับม่าน

.

 

ถ้าลองสังเกตุดู งานที่ได้จริง สีของ background จะมีความคล้ายคลึงกับแบบที่ถ่ายมาจากห้างร้าน (แบบ 3) ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า เวลาเราเลือกสีของวอลเปเปอร์จะมีความเข้ากันได้กับเฟอร์นิเจอร์ครับ เพราะตอนเราเลือกสี ผมนำรูปสีของเฟอร์นิเจอร์มาเทียบกันด้วย

 

มาต่อที่ห้องคุณตา คุณยายกันครับ

โจทย์ของคุณยาย

– สีครีมต้องมี เพราะยายชอบ

– ชอบห้องโล่งๆ

– ตู้เสื้อผ้าสูงถึงฝ้า (คุณแฟนบอกต้องถึงค่ะ)

จากแบบแปลนก็น่าจะไม่มีอะไรแตกต่าง โดยที่วางตู้เสื้อผ้าไว้ที่มุม จากนั้นก็เริ่มหาครับว่าจะใช้แบบไหนดี จะให้บิ้วแค่ตู้ หรือจะใช้ชุดสำเร็จรูปดี โดยที่ขนาดของช่องไว้ใส่ตู้มีขนาด 2 เมตรพอดิบพอดี (จากแบบบ้านตัวอย่างถือว่าลงตัวกำลังดี คุณแฟนบอก เอาประมาณนี้เลย)

แบบแปลน Search หา ผรม จาก FB และนำเสนอ พร้อมงบประมาณให้กับคุณแฟน ได้ตามนี้ครับ

– แบบแรก ผรม ใน FB ราคาประมาณ สองหมื่นกว่าบาท (จำไม่ค่อยได้เรื่องราคา)

– แบบสอง ผรม ที่ทำให้บ้านตัวอย่าง ได้ราคามาสองแบบ เป็นแบบเกรดทั้วไป และเกรดพรีเมี่ยม (35,000 กับ 67,000)

– แบบสาม ชุดสำเร็จรูป (ให้ designer ทางห้างออกแบบให้เหมือนเคย) เป็นราคาโปรโมชั่น 39,990 พร้อมเตียงกับโต๊ะแป้ง

.

 

**สำหรับชุดตู้เสื้อผ้าถ้าเป็นของห้าง ต้องเลือกที่ความสูง 2.4 เมตรเท่านั้นนะครับ เพราะจะสามารถเอาฟินไปต่อข้างบนได้ จะมีค่าฟินเพิ่มไปอีกสองพันกว่าบาท

แล้วก็พาคุณยายไปดูงานจริงครับ กับทั้งสองแบบที่ชอบก่อน โดยพาไปดูบ้านตัวอย่าง กับไปห้างครับ ว่าชอบแบบไหน สรุปคุณยายได้หมดครับ เอาอันที่ถูกกว่า คือดี เมื่อคุณยาย ok ก็ปิดดีลไปอีกห้องครับ

สำหรับผมการพาไปเลือก ไปดูด้วยกัน คุณยายก็ดูจะแฮปปี้เป็นพิเศษครับ เพราะได้เลือกเอง (เป็นแผนน่ะครับ เพราะเดี๋ยวต้องมาเลี้ยงหลานสาวตัวน้อย เลยอยากให้มาอยู่ และพึงพอใจด้วยน่ะครับ)

ตอนเลือกม่าน และวอลเปเปอร์ก็เช่นกันครับ ให้คุณยายเลือกเองเลย โดยผมและคุณแฟนมีหน้าที่ คอมเม้นนิดหน่อย

ภาพงานติดตั้งก็จะออกมาประมาณนี้ครับ

.

.

.

.

Advertisement

.

 

ตอนติดตั้งก็มีปัญหาบ้างครับ เนื่องจากระยะช่องที่มีนั้น 2 เมตรพอดี ต้องปาดปูนออกไปประมาณฝั่งละครึ่งเซนครับ เพราะงานปูน ไม่ได้ตั้งฉาก 100%

ปล ช่างที่มาติดตั้งบอกกับผมว่า เป็นคนแรกเลยที่ยอมทำแบบนี้

ติดวอลเปเปอร์และม่านต่อครับ

.

.

 

คุณยายแฮปปี้ไปอีก 1 แต่คุณตาแอบชอบสีวอลเปเปอร์กับม่านห้องโถงมากกว่า แต่เถียงไม่ขึ้นหรอกครับ

 

ต่อที่ห้องลูกสาวครับ

แต่กว่าจะได้มานอนห้องตัวเองคงอีกนาน ก็เลยทำแค่ตู้เสื้อผ้า วอลเปเปอร์ และม่านแค่นั้นพอ โดยมี concept ประมาณนี้
– ดูโปร่ง สบายตา

– ตู้เสื้อผ้า ต้องหาเตียงในอนาคตที่จะมาเข้าด้วยกันได้ง่าย (คุณแฟนยืมใช้ก่อน เพราะ wic ไม่น่าจะพอแขวน)

ส่วนการเลือกก็คง concept เดียวกับห้องคุณยาย เพราะทามไลน์เดียวกัน มีตู้เสื้อผ้าอยู่ในมุมห้องตามแปลน โดยที่คุณแฟนก็อยากได้คล้ายๆ กับบ้านตัวอย่างเช่นกัน

ราคาก็ได้มาตามนี้ครับ

– ผรม งาน modular 32,000 เหมือนบ้านตัวอย่าง

– งานห้าง 32,000 ให้ designer ทำให้เหมือนเดิมครับ โดยทำมา 3 แบบด้วยกัน

.

.

 

เริ่มติดตั้งครับ ที่เลือกเป็นกระจก เพราะคิดว่าน่าจะหาเฟอร์นิเจอร์อย่างอื่น เข้าได้ง่ายสุด และใช้ฟินสีเดียวกับพื้นลามิเนตแทน

.

 

วอลเปเปอร์ และม่าน (ของจริงจะสว่างกว่าในรูปนะครับ เนื่องจากย้อนแสง สีออกเทาเงิน ดูสบายตามาก คุณยายชอบ)

.

 

แต่ที่ลืม และเพิ่งนึกขึ้นได้พอติดตั้งเสร็จ คือ ทำไมไม่ใส่ประตูกระจกเงา 1 บานแทน ลืมทั้งคู่เลยครับ ทั้งผมและแฟน

 

ของคุณตา บ้างครับ เดี๋ยวจะน้อยใจ

เนื่องจากในตัวบ้านชั้นสองไม่มีห้องพระครับ ก็เลยต้องทำหิ้งพระติดผนังแทน แต่จะติดยังไงให้เข้ากับ style เรา และคุณตาพอใจ งานยาก และใช้เวลานานพอสมควรครับ กับการหาให้เข้ากันได้ เพราะถูกบังคับด้วยสีของวอลเปเปอร์แล้ว (สีเดียวกันกับห้องโถงชั้นล่าง)

โจทย์ก็จะประมาณนี้ครับ

– ชั้นวางต้องเข้ากับสีของวอลเปเปอร์

– ไม่เกะกะ ชั้นวางน้อยชิ้น

– ดีไซน์เข้ากับตัวบ้าน

งานบิ้วคงไม่น่าจะรับ เพราะน้อยเกิน ดังนั้นก็ต้องไล่เดินหาแบบ หา style กันหลายห้างเลยทีเดียว บวกกับการจินตนาการล้วนๆ ครับ เพราะไม่มี 3D ให้ดูเหมือนก่อนหน้า หลังจากที่ได้ไปมาหลายห้าง ก็เจอแบบที่คิดว่าน่าจะลงตัวครับ เพราะสีของ background ใกล้เคียงกับวอลเปเปอร์ที่ติดไป

โดยเทียบกับงานที่เค้าติดโชว์ครับ ขอบสแตนเลสค่อนข้างเข้ากันกับพื้นหลัง สีเนื้อไม้ใกล้เคียงกับขอบประตู ตามรูปเลยครับ

 

งานนี้ DIY กันเองเลยครับ

 

สนนราคารวมอยู่ที่ 3 พันกว่าบาทครับ โดยได้มาจากห้าง DIY ใหญ่แถวบางนาครับ คุณตา คุณยาย และคุณแฟน โอเค

 

ไปต่อที่นอกบ้านบ้างครับ

กับหลังคาโรงจอดรถ และรอบๆ บ้าน ไหนๆ ก็ทำทั้งทีแล้ว อีกอย่างคือกะอยู่ยาวด้วยครับ ก็หาความรู้ใน pantip ก่อนเลย ทั้งข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ เมทัลชีท ไวนิล และอื่นๆ พร้อมกับทั้งดูแบบว่าเราชอบแบบไหน

โจทย์มาครับ

– ทันสมัย

– โปร่งแสง

พอมีคำว่าโปร่งแสงขึ้นมา ตัวเลือกจะถูกตัดออกไปพอสมควรครับ

จะเหลืออยู่ 2 แบบหลักๆ คือ  Polycarbonate กับ Acylic พอเลือกได้แล้วว่าจะติดแบบไหน ก็ต้องหา ผรม ล่ะครับ ซึ่งผมติดต่อไปเกือบๆ 10 เจ้าได้ แต่ส่วนใหญ่จะรับทำแค่ ใน กทม และปริมณทลเท่านั้น แอบนอยยยยตรงนี้ครับ

หลังจากสอบถามราคา และติดต่อกับทางเซลล์ ก็เหลือมาสองเจ้าหลักๆ โดยเกณฑ์การเลือกของผมคือ การ service การตอบลูกค้า ตอบไลน์ เพราะถ้ามีปัญหาในอนาคต แค่การตอบคำถาม บางเจ้าหายไปวันนึง หรือสองวัน แบบนี้ก็แย่ครับ

อีกเหตุผลที่เลือกเจ้านี้คือ สีครับ การพ่นสีเค้าใช้ powder coat ซึ่งจะดีกว่าแบบทาทั่วไป

พอดีลกันเสร็จวางมัดจำ ก็เริ่ม 3D กันเลยครับ ราคาก็อยู่ที่ สองแสนบาทครับ โดยสีที่เลือกเป็นสี gray รุ่น head cut

.

 

เริ่มติดตั้งครับ เดี๋ยวนี้งานกันสาดส่วนใหญ่เป็นแบบ Modular กันหลายที่แล้วครับ ติดตั้งเร็ว ลดการเชื่อมหน้างาน เก็บสีแค่เล็กน้อย

.

.

 

ข้างบ้าน และหลังบ้านเว้นระยะ 50 ซม.

.

 

ทดลองจอด เช็คระยะ จากตอนแรกที่จอดคันเล็กแนวตรงได้ ก็ขยับเอียงเล็กน้อยหลบเสา โดยรวมไม่ติดอะไร แค่ขยับอีกนิดหน่อย เดี๋ยวก็ชิน โดยส่วนตัวมองว่า ถ้าเริ่มจากตัวเราก่อน เพื่อนบ้านก็จะต้องคิดบ้างละครับ ลดปัญหาการจอดขวางได้เยอะครับ ถ้าเราเริ่ม

หลังจากติดตั้ง ช่วยเรื่องแสงแดดที่ส่องเข้าหาบ้านที่ห้องโถงได้มากเลยครับ โดยทดลองยืนสลับระหว่างใต้กันสาด กับแดดโดยตรง ต่างแบบรู้สึกได้ครับ heat cut จริง และได้ความโปร่ง ดูทันสมัยตามที่ต้องการ

 

ต่อกันที่เรื่องแอร์บ้างครับ

จากที่โครงการแถมมาให้ 3 ตัวนั้น จากการวัดพื้นที่แล้ว คิดว่า BTU ไม่น่าพอ จึงได้ทำการเปลี่ยนใหม่ทั้งห้องมาสเตอร์ และห้องรอง โดยคำนวนตามพื้นที่

– ห้องมาสเตอร์ 19.75 ตรม x 800 = 15,800 btu ห้องไม่เจอแดดมากเท่าห้องรอง จึงเปลี่ยนจาก 9,000 ที่โครงการแถมเป็น 18,000 btu

– ห้องรอง 18.8 ตรม x 900 = 16,920 btu ห้องเจอแดดทั้งวัน จึงเปลี่ยนจาก 12,000 เป็น 18,000 เช่นกัน

– ห้องโถงชั้นล่าง หลังจากติดตั้งประตูกั้น เหลือพื้นที่ 32.1 ตรม ห้องโดนแดดเนื่องจากหน้าบ้านหันไปทางทิศตะวันตก เจอแดดทั้งวัน และมีกระจกค่อนข้างเยอะ จะได้ 32.1 x 900 = 28,890 จึงเลือกใช้ 30,000 btu ตัวเดียวแบบฝังฝ้า 4 ทิศทาง

ประตูกั้น 9,000 บาทครับ

 

** อีกเหตุผลที่ไม่เลือกแอร์ติดผนัง 2 ตัว คือ คุณแฟนอยากได้ผ้าม่านชนฝ้ารอบบ้าน ราคาก็จะดีดขึ้นไปพอสมควร

สำหรับขั้นตอนการติดตั้งแอร์ 4 ทิศทาง ต้องแน่ใจก่อนว่า มีพื้นที่เหลือเพียงพอใต้ฝ้าให้ติดตั้ง และมีช่องเดินสายไฟ และท่อน้ำทิ้งออกข้างนอก เพื่อให้ชัวร์ก่อนซื้อ ผมได้ขอให้ทางร้านที่ติดตั้งมาประเมิณหน้างานก่อน เปิดดูระยะใต้ฝ้าโดยดูจากช่องไฟดาวน์ไลท์ ทุกจุดแล้ววัดระยะ รวมถึงเปิดไฟฉายส่องดูพื้นที่เหนือฝ้า โดยสิ่งที่ต้องดูมีดังนี้

– จุดที่ติดตั้งจะไม่ไปชนกับท่อน้ำทิ้ง ท่อสายไฟ

– สามารถเดินสายไฟ และท่อน้ำทิ้งออกนอกตัวบ้านได้

– มีระยะจากเพดานเพียงพอ 50 ซม ขึ้นไป จะง่ายต่อการติดตั้ง

– มีระบบไฟรองรับ (สายไฟมาถึงตัวแอร์ เพราะปกติแล้ว ทางโครงการจะวางจุดต่อสายไฟสำหรับติดตั้งแอร์ไว้ที่ผนัง)

เบ็ดเสร็จ ค่าเปลี่ยน ค่าย้าย ค่าติดตั้งใหม่ หมดไปแสนกว่าบาทครับ 🥶🥶

**ใช้ระบบ Inverter ทั้งหลังครับ

***ความเห็นส่วนตัว และประสบการณ์ ถ้าจำนวน btu น้อยกว่าที่จะต้องใช้แล้ว เดือนๆ นึงจะมีค่าไฟแตกต่างถึง 4-500 ต่อเดือนทีเดียวครับ ถ้าจะเลือกแล้ว ควรจะเผื่อสักเล็กน้อยครับ ราคาแอร์ต่อช่วงจากขนาด 12,000 > 15,000 > 18,000 อยู่ราวๆ 4-5,000 บาท ถ้าเลือกใช้เหมาะสม ส่วนต่างต่อเดือนที่เกิดขึ้น ประมาณ 1 ปีก็คืนทุนละครับ

แดดแรงจริงๆ ครับ โดนห้องรองทั้งวัน

 

สายๆ แดดก็เข้ามาในตัวบ้านแล้ว

 

เริ่มติดตั้ง

 

เก็บท่อน้ำทิ้งเข้ามุมให้สวยงาม (คุยกับช่างตลอดครับ ปรึกษากันตลอดระหว่างติดตั้ง)

.

 

ติดตั้งเสร็จ

จะเห็นได้ว่า ตัวเครื่องจะอยู่ประมาณกลางๆ ของไฟดาวน์ไลท์ เนื่องจาก ถ้าจะวางให้อยู่ตรงกลางเลย คือ ติดคานครับ จะขยับเข้ามาก็ติดท่อน้ำทิ้ง แต่ผมโอเคกับจุดที่ติดตั้ง ก่อนดำเนินการครับ

หลังจากติดตั้ง และทดลองใช้ เหมือนติดแอร์ 4 ตัวเลยครับ เพราะมีช่องลมไป 4 ทิศทาง เย็นทั่วถึงทุกโซน คุ้มค่ากับเงินเสียไปอีกรายการครับ

 

ถัดไป…ห้องโถงชั้นล่าง

งบเริ่มเหลือน้อย แต่ก็อยากได้ดีๆ อยากได้แบบแปลกตา ก็เริ่มจากส่อง Pinterest อีกเช่นเคย หลังจากได้ไอเดียมาในหัว บวกกับคำนวนเรื่องพื้นที่แล้ว ก็ลองส่งแบบ sketch ให้ designer ส่วนตั๊วส่วนตัวทำ 3D อีกรอบ (ซื้อไม่กี่หมื่นเอง แต่ใช้จังเลยยยย)

โจทย์ที่ตั้งให้กับตัวเอง

– โทน ขาว เทา ดำ

– มีลูกเล่นการจัดวาง

– มีสี gold บ้าง (คุณแฟนอยากได้)

– ดูทันสมัย

Sketch จากมันสมองล้วนๆ ครับ

 

3D ก็แจ่มแมวววเหมือนกัน

 

ก่อนติดตั้งก็ให้ย้ายปลั๊กไฟซะหน่อย 700 บาท ค่าย้ายพร้อมเพิ่มปลั๊กอีกอัน

 

ส่วนแพลนการติดตั้งก็วางให้สอดคล้องกับ วอลเปเปอร์ และผ้าม่านครับ โดยให้วอลเปเปอร์ และม่านติดก่อน อีกสัปดาห์ มาติดเฟอร์นิเจอร์

ก็จะได้ห้องโถงแบบนี้ครับ พร้อมผ่าม่านและวอลเปเปอร์ โทน ขาว เทา ดำ และ gold นิดนึง แต่จะเป็น gold สีออกดำๆ เลยพอเข้ากันได้

.

.

.

.

 

สำหรับค่ากล่อง 6 ใบนี้ อยู่ที่ 60,000 บาทครับ รอใส่ทีวีอีกทีครับ

 

ในส่วนนี้แบบมีอยู่แล้วคือ copy and paste ได้เลย แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ทั้งหมด เพราะต้องดูจุดจบงานให้ดีๆ  เนื่องจากผมกั้นห้องโถงด้วยประตูกระจกขอบดำแล้ว ถ้าจะวางกระจกเหมือนบ้านตัวอย่าง นึกภาพแล้วคงไม่น่าจะเวิร์ค หรือจบที่ขอบมุมก็ไม่ค่อยมีใครทำกัน จึงทำแค่เฉพาะบานเปิดแค่นั้น

งานนี้ต้องใช้ช่างบิ้วอินครับ เนื่องจากเป็นงานเล็กๆ ก็ใช้ช่างใกล้ๆ หมู่บ้าน จะได้ตามง่าย ราคาอยู่ที่ 11,000 ครับ

งานก็ออกมาแบบนี้

 

แต่ก็มีปัญหานิดหน่อย ช่างก็มาแก้ให้ครับ โดยการติดขอบให้ หลังจากติดวอลเปเปอร์ ผมให้ปิดด้านบนด้วยเลย รวมถึงติดข้างในตู้ด้วย ดูดีกว่าตอนไม่ติดพอควรครับ

.

 

ก่อนเริ่มวาง project ในแต่ละส่วน ก็วางแพลน วางทามไลน์ แต่ละห้อง ก็จะเลือกไล่เฉดสี ตามความชอบ ตาม style โดยอ้างอิงจาก basic การไล่สีในคอมเม้นบน

อย่างบางจุดที่ต้องแก้ ก็ต้องรีบแก้ก่อน เพราะจะจบงานไม่สวย อย่างครัวฝรั่งครับ ทางโครงการปูกระเบื้องมาไม่สุด จะปูวอลเปเปอร์ไปตรงครัวก็ไม่น่าจะสวย เพราะคนละเฉด

อีกเหตุผลที่ต้องแก้ ผมได้ทดลองฉีดน้ำเข้าบานเกล็ด แบบละอองฝนด้วยครับ ก็พบว่ามีน้ำเข้าด้วย ถ้าเราติดวอลเปเปอร์ ก็จะเสียหายได้ครับ

.

.

 

จุดนี้ให้ช่างในโครงการมาทำให้ครับ 1,000 บาทค่าแรง ส่วนของให้ทางวิศกรโครงการจัดหามาให้ สีกระเบื้องจะได้เหมือนกัน

.

 

ติดมุ้งลวดอีกหน่อย เลือกสีดำล้วนครับ จะได้กลืนกับขอบประตูหน้าต่างส่วนอื่น ใช้แบบธรรมดา เพราะเท่าที่อ่านใน pantip เพื่อนสมาชิกหลายท่านบ่นเรื่องมุ้งจีบพังง่าย

ส่วนบานเกร็ดตรงครัวก็ติดม้านม้วน sunscreen สีขาวครีม จะได้เข้ากันกับครัวสีขาวลายไม้ครับ หมดปัญหาไปอีกเปราะครับ

 

สำหรับโถงบันได ก็เลือกใช้ ม่านม้วน sunscreen สีน้ำตาลดำครับ โดยเลือกให้เข้ากันกับวอลเปเปอร์ แค่นั้น ให้มีแสงลอดพอประมาณครับ

.

.

.

 

อีกส่วนที่ต้องแก้ไข ก็เป็นลานซักล้างหลังบ้าน ที่โครงการช่างให้มาน้อยเสียยิ่งกระไร จำเป็นต้องเทปูนปูกระเบื้องเพิ่ม ในส่วนนี้ก็ให้ทางวิศกรโครงการช่วยเป็นแม่แรงจัดแจงให้ครับ ราคา 11,000 ไม่รวมค่ากระเบื้อง

จุดนี้ไม่ได้รับน้ำหนักอะไร เพราะไม่คิดที่จะต่อครัวปิดด้านหลัง จึงไม่จำเป็นตรงลงเสาเข็ม สามารถเทออนกราวด์ได้เลย แต่ก็วางโฟม 1 ซม ตามผนังโดยรอบครับ

ปรับพื้น

 

วางโฟม เช็คความสูงก่อนเทคอนกรีต มาตรฐานอย่างน้อย 10 ซม

 

เริ่มเทคอนกรีต ปรับระดับ

 

ปูกระเบื้อง แอบจุกเล็กๆ ค่ากระเบื้อง 7 พันกว่า 12 ตรม

 

ทางโครงการไม่ปูบัวให้ที่ประตูทุกบานเลย เวลาเดินเข้าออกก็จะมีรอยรองเท้าติดอยู่ที่ผนังปูนด้านล่างของประตู ดูแล้วไม่สวยงาม ก็จ่ายค่าแรงไปอีก 1,000 บาทให้ช่างไปครับ

.

.

.

 

ไหนๆก้ไหนๆละ จ่าย 1,000 แล้วก็ขอช่างให้ปูบัวเสาระแนงกันสาดซะเลย

จากการสอบถามจากทางวิศกร เค้าบอกว่าถ้าเทหนาน้อยกว่า 10 ซม จะบางเกินไป และมีโอกาสแตก หรือร่อนได้ครับ ถือเป็นความรู้เลยทีเดียว

 

สำหรับการทำ home decor ผมว่ายากกว่าการลงเฟอร์นิเจอร์อีกนะครับ เพราะเป็นอย่างสุดท้ายที่จะมาลงและเป็นส่วนเติมเต็มให้บ้านดูสวยงาม ซึ่งที่บอกว่ายาก คือ มีหลายเจ้า และหลายราคามากๆ อันนู้นก็ดี อันนี้ก็สวย แต่เลือกได้แค่อย่างสองอย่าง แล้วก็ต้องเลือกที่ถูกใจที่สุด แค่ไฟระย้าอันเดียว ผมเลือกมาสามวันละครับ

อีกอันคือ จะใส่อะไรที่หัวเตียงดี ใส่อะไรข้างเตียงดี ยังคิดไม่ตกเลยครับ นี่ก็เพิ่งเจอว่า ถ้าวางตู้เย็นตรงครัว มันก็จะดูโล้นๆ ไป จะใช้อะไรปิดดี

ห้องนี้เดิมเป็นห้องที่แพลนไว้ทำงานครับ แต่ผมอยากได้ฟังก์ชั่นที่มากกว่านั้น โดยอยากให้เป็นได้ทั้งห้องนั่งเล่น ห้องสันทนาการ ทำได้หลายๆ อย่าง ไว้เลี้ยงลูกสาวตัวน้อยอีก

เวลาทำงานบนโน๊ตบุ๊คผมชอบปรับเปลี่ยนอิริยาบทไปเรื่อย ทั้งนั่งและนอน ใจผมอยากได้แบบธรรมชาติมากที่สุดของห้องนี้ ฟิลลิ่งในการทำงาน อ่านหนังสือ หรือนอนพักกลางวันจะได้สบายที่สุด

ที่สำคัญเวลาญาติๆ มาเยี่ยมเยียน ก็จะเป็นห้อง

โจทย์ของห้องนี้ครับ

– เน้นสีห้องที่สว่าง สะอาด

– สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลายฟังก์ชั่น

จึงเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสีเนื้อไม้สนเลย ห้องนี้เป็น DIY ทั้งหมด

– เตียงเลือกแบบ day bed สีไม้สน ยืดออกเป็นเตียงใหญ่ได้

– วอลเปเปอร์ลายปูนดิบ สีสว่าง

– ม่านผ้าดิบสีไข่ไก่

– Decor สีไม้สนทั้งหมด

 

สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเกือบทั้งหมด ผมใช้ของ Index นะครับ

ทำไมถึงใช้ของแบรนด์นี้ ทั้งที่ก็รู้ว่า วัสดุทำจากพาทิเคิล ซึ่งอ่อนแอกับน้ำมากๆ

ต่อไปนี้คือ เหตุผลครับ

– เตียงนอนแทบจะไม่โดนน้ำแน่นอน (พฤติกรรมของบ้านผม)

– ตู้เสื้อผ้า และ WIC ก็ไม่น่าจะโดนน้ำอีกเช่นกัน

– ตู้บอร์ดห้องนั่งเล่น มีโอกาสโดนน้ำก็คงจากน้ำหกเท่านั้น

– จากประสบการณ์การใช้ตู้เสื้อผ้าของแบรนด์นี้มา 8 ปี ยังไม่พบวัสดุปิดผิวร่อน  แต่มีสีคล้ำขึ้นนิดนึงตามเวลา (สีขาว) สภาพปัจจุบัน ถ้าเทียบกับการขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง คือ 95%

ทีนี้พอลองเทียบกับงานบิ้วอิน (เมตรละ 20,000 วัสดุเกรดล่างสุด)

– ห้องมาสเตอร์ ถ้าวัดตามความยาว อยู่ที่4.2 เมตร บิ้วอินคือ 80,000 บาท ผมเลือกใช้งานโครงเหล็กง่ายๆ จ่าย 21,000 ได้ความโปร่งมาแทน

– ห้องนอนรอง ถ้าเป็นงานบิ้ว ตู้เสื้อผ้า ที่ระยะ 2 เมตร วัสดุต่ำสุด คือเป็นงานสี หรือสีเนื้อไม้พ่นแล็กเกอร์ 40,000 ถ้าจะเอาปิดลามิเนต ตก 25,000 ต่อเมตร ถ้าจะเอาวัสดุปิดผิวแบบงานแบรนด์ สีน้ำตาลคล้ายๆ หนัง ก็เกือบสามหมื่นต่อเมตร

ผมจึงเลือกตู้แบรนด์แทนที่ขนาดมาตรฐาน 2.0 เมตรพอดี แถมได้เตียง และโต๊ะเครื่องแป้งมาในราคา 42,000 รวมฟินปิดด้านบน อีกส่วนนึงคือ ได้มาเซทสีเดียวกันทั้งหมด

– ห้องนอนเล็ก ระยะ 1.2 เมตร หน้าบานกระจกชาดำ ราคาไม่หนีกันทั้งแบรนด์ ทั้งบิ้ว เลยเลือกเอาช่างมาติดตั้งทีเดียวครับ

– หกกล่องหกหมื่น กับห้องนั่งเล่น แพงครับ **แต่ถ้าเพื่อนสมาชิกอ่านทุกในดีเทลของแต่ละห้องที่ผมรีวิวให้ดีๆ จะพบว่าทำไมผมถึงยอมจ่ายหกหมื่น เพื่อแลกแค่หกกล่อง

ใจจริงแล้วผมอยากได้งานบิ้วด้วยซ้ำครับ แต่วัสดุปิดผิว งานกระจก งานอลูมิเนียมสีที่วัสดุเป็นเกรดที่ผมอยากได้ในงานบิ้วอิน ราคามันถีบไปสูงเกินครับ เลยเลือกที่จะใช้งานลอยตัว น้อยชิ้นแต่ใช้วัสดุที่อยากได้และชอบดีกว่าครับ ทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้น

เนื่องจากเคยมีโอกาสได้ชมบ้านตัวอย่างที่บิ้วโดยโครงการ และบ้านที่บิ้วโดย copy ทั้งหมดเลยแต่เป็นวัสดุคนละอย่าง แต่พอเดินชม กลับรู้สึกว่า ได้อารมณ์คนละฟิลลิ่งเลยครับ เลยมาดูว่าเพราะอะไร ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น ก็เลยได้คำตอบมาสองข้อครับ

1. ความแตกต่างของวัสดุ

2. วอลเปเปอร์ครับ

บ้านหลายๆ หลังที่ผมเห็น บิ้วมาสวยนะครับ แต่ไม่ติดวอลเปเปอร์ครับ มันเลยทำให้สวยไม่สุดครับ ยิ่งถ้าเป็นงานบิ้วอินสีขาวนะครับ มันจะกลืนไปกลับกำแพงขาวๆ ครับ

งานเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งน่าจะครบหมดแล้วครับ รอลงรูปห้องสันทนาการก็จะจบกระทู้แล้วครับ ตอนนี้ก็หาไอเดียการตกแต่ง Decor ครับ พอตกแต่งครบจะเปิดกระทู้ใหม่อีกทีนะครับ

ที่มา : สมาชิกหมายเลข 2802228

คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง....

แบ่งปัน
“Home is the starting place of love, hope and dreams.”

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...