พาไปชม “สวนผักข้างบ้าน” เปลี่ยนพื้นที่รกร้างข้างบ้านให้เป็นสวนกินได้

การจัดสวนโดยทั่วไป มักจะปลูกต้นไม้หรือดอกไม้เป็นหลัก ซึ่งเราก็มักจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ มากเท่าใดนักนอกจากเป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มความสวยงามและความร่มรื่นให้กับบ้าน

แต่มีการจัดสวนอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การจัดสวนผักสวนครัว ซึ่งจะเป็นการนำผักและสมุนไพรมาปลูกในพื้นที่ที่ต้องการ นอกจากความสดชื่นจากธรรมชาติแล้ว เรายังได้ผักสดๆ ปลอดสารพิษ ไว้รับประทานในบ้านอีกด้วย

 

วันนี้ ในบ้าน ก็มีเรื่องราวของคุณ เรือนขวัญ ที่จะพาเพื่อนๆ ไปชมการเปลี่ยนพื้นที่รกๆ บริเวณด้านข้างของตัวบ้าน ให้กลายเป็น “สวนผักข้างบ้าน” อันมีผัก และสมุนไพรที่หลากหลาย สามารถนำมารับประทานได้อย่างมั่นใจในเรื่องของความสด และปลอดภัย เราไปชมเรื่องราวครั้งนี้กันเลยครับ

 

มาเปลี่ยนพื้นที่รกๆริมรั้ว เป็นสวนครัว กินก็ได้ ดูก็ดี กันเถอะ

(โดยคุณ เรือนขวัญ)

กลับมาเยี่ยมเยือนกันอีกครั้ง กับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รกๆ ในบ้าน ให้เป็นมุมสวนสวยๆ เราจัดการเปลี่ยนพื้นที่ริมรั้ว เป็นมุมกาแฟไปแล้วหนึ่ง เป็นมุมนั่งเล่นไปอีกหนึ่ง ตอนนี้ยังเหลืออีกสองมุม จะเปลี่ยนเป็นอะไรดีนะ

อยากลองปลูกผักสวนครัวดูบ้าง แต่พอลงมือจัดจริงๆ ก็พบว่า มุมนี้แสงแดดไม่มากพอที่จะปลูกผักสวนครัวตามแผนที่วางไว้ ก็เลยต้องปรับเปลี่ยน จนออกมาเป็นสวนลูกครึ่ง คือจัดสวนหย่อมด้วยผักสวนครัว หรือจะเรียกว่าเป็นสวนครัวสไตล์สวนหย่อมก็ได้ มาดูกันค่ะ ว่าหน้าตาจะเป็นยังไง

มุมด้านนอก พอมีแสงแดดบ้าง เลยได้ทั้งอาหารตา (ไม้ประดับ) และอาหารใส่ท้อง (ผักสวนครัว)

 

มุมด้านใน แสงแดดส่องไม่ค่อยถึง ปลูกได้แต่ไม้ประดับในร่ม (มองจากห้องนอนลงมาข้างล่าง)

 

สวนมุมนี้ต่อเนื่องมาจากจุดที่สองที่เป็นมุมนั่งเล่น เป็นบริเวณด้านข้างๆ ของตัวบ้าน ใกล้กับห้องรับแขก อีกด้านติดกับรั้วเพื่อนบ้าน พื้นที่บริเวณนี้ถือว่ากว้างสุดของบ้านเราแล้วค่ะ แหมก็พื้นที่กว้างซะร้อยกว่าไร่ แถมมีเวลาจัดสวนแค่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เราก็เลยใช้เวลางมอยู่บริเวณนี้ไปห้าเดือนกว่าๆ

พื้นที่สวนบริเวณนี้ จะมีมุมเว้าๆ ด้านในเป็นรูปตัวยู เวลามองจากด้านนอกจะไม่เห็น แต่พอเดินเข้ามาข้างในถึงจะเห็น เป็นมุมเล็กๆ ส่วนตัวมุมนึง

 

จุดประสงค์ของการจัดสวนมุมนี้ คือต้องการเชื่อมพื้นที่สวนบริเวณหน้าบ้าน เข้ากับสวนด้านข้างตัวบ้าน  นอกจากนี้ก็เพื่อสร้างความสวยงาม ร่มรื่น  แต่แหมลงแรงจัดทั้งที ได้ประโยชน์แค่สองข้อน้อยไป เพิ่มไปอีกข้อแล้วกัน อยากได้ผักสวนครัวมาทำกับข้าวด้วย (ทำไปทำมา..เริ่มยาก..มิน่างมอยู่เกือบ 6 เดือน)

งานนี้ก็เลยต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำ R&C (Research and Copy) อย่างขมักเขม้น ก็นะ ต้องหาแรงบันดาลใจกันหน่อย ออกมาจะได้สวยๆ

 

ชมสวนยามเช้า

 

กบเล่นน้ำ

 

การจัดสวนมุมนี้เหนื่อยกว่าตอนจัดมุมแรกมาก เพราะพื้นที่มากกว่า แถมมีงานโครงสร้างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่า สาว(เหลือ) น้อยอย่างเราไม่มีปัญญาทำเอง เลยต้องไปหามืออาชีพมาช่วย งานที่จ้างผู้รับเหมามาทำคือหลังคากันสาด และระแนงไม้เทียมบังตาริมรั้ว

เราเริ่มจัดสวนมุมนี้โดยการเคลียร์พื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก ตอนเริ่มปรับพื้นที่ถมทราย ให้คนงานรื้อทางเดินเก่าๆ ที่เป็นอิฐมอญ มากองไว้ตรงเฉลียงข้างบ้านด้านนี้ หลังจากถมทรายแล้ว ก็มัวแต่ยุ่งกับหน้าที่การงาน ไม่มีเวลาจัดการกับเจ้ากองอิฐนี้เลย มองเผินๆ ดูเหมือนบ้านร้างเลยค่ะ

กล้าโชว์เนอะ ไม่มีอายกันเลย

 

ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับอิญเก่าๆ พวกนี้ดี เลยต้องย้ายไปเรียงไว้ริมกำแพงก่อน ก้อนที่หัก ก็กองๆ ไว้อีกมุม เสร็จแล้วจัดการขัดและล้างพื้น ได้พื้นกระเบื้องขาวๆ กลับมาแว้ว ขั้นตอนต่อไปคือ เกลี่ยกองดินที่คนงานเค้าขุดมาจากริมรั้วตอนจัดสวนมุมที่สอง เราขนไปปรับพื้นที่ด้านในสุด ติดกับตัวบ้าน

 

เริ่มดูเหมือนบ้านคนขึ้นมานิดนึง

 

ช่วงที่เริ่มจัดสวนมุมนี้ เป็นช่วงเข้าพรรษาพอดี ฝนตกเป็นล่ำเป็นสันมาก ตั้งใจว่าจะทาสีรั้ว ก็ทาไม่ได้ เราเลยต้องเปลี่ยนแผน มาขุดหลุมตรียมดินปลูกต้นไม้ไว้ก่อน พร้อมกับปรับพื้นที่รอบๆ เพื่อวางแผ่นศิลาแลงทำทางเดิน

 

เริ่มขุดหลุมปลูกต้นไม้มุมด้านในสุด

 

ย้ายมาขุดริมห้องรับแขก ตรงนี้มีต้นกะเพรา ที่เราลงไว้รอล่วงหน้าก่อนปรับดิน  เป็นกะเพราที่น่าสงสารมาก โดนทั้งนกกระจอกมาจิกใบ แถมเพลี้ยสีน้ำตาลมารุมโทรมอีก จะรอดไม๊เนี่ย

 

ขุดด้านซ้ายเสร็จแล้วก็ย้ายมาขุดด้านริมรั้ว เสร็จแล้วลงดินผสมใบก้ามปู บวกปุ๋ยคอกรอไว้ก่อน

 

ริมรั้วมีเชอรี่เสปนเหลืออยู่ต้นนึง

 

เตรียมดินเสร็จแล้วพักไว้ก่อน หันมาปูทางเดิน เราใช้แผ่นศิลาแลงปูทางเดิน เพราะอยากให้ดูต่อเนื่องกับมุมหน้าบ้าน พยายามวางให้เป็นแนวโค้งๆ เว้นช่องว่างไว้โรยกรวดบ้าง แต่มันจะออกแนวเบี้ยวมากกว่าโค้งนะคะเนี่ย

ยกศิลาแลงคนเดียวไม่ไหว ต้องไปเกณฑ์แรงงานในบ้านมาช่วย (พูดเหมือนมีคนเยอะ จิงๆ มีกันอยู่แค่สองคนแหละ) ทางเดินนี้ยาว 7 ม. ใช้แผ่นศิลาแลงไป 84 ก้อน กรวดขนาดเล็ก (เบอร์ s-5) อีกห้าถุง

 

แดดร่มลมตก เริ่มปวดหลัง ปวดไหล่ ทางเดินเจ็ดเมตรของเราก็เสร็จเสียที  ไปยกต้นส้ม มะนาว มะเขือ สารพัดต้นไม้ที่ซื้อเตรียมไว้ มาวางตามจุดต่างๆ  แต่ก็หมดแรงจะปลูกแล้ว รอไปอีกอาทิตย์แล้วกัน

 

อาทิตย์ต่อมา ถือเป็นวันปลูกต้นไม้ค่ะ ตรงมุมบ้านซึ่งโดนแดดมากหน่อย เราลงพุดเวียดนามไว้สองต้น ตอนซื้อมามีดอกตูมติดมาด้วย พอลงดินไม่กี่วันก็บานให้คนปลูกได้ชื่นใจ (ว่าน่าจะรอดแล้ว อิอิ)

 

พุดเวียดนาม (ตั้งใจจะไปซื้อพุดซ้อนอย่างเดียว แต่ได้พุดเวียดนามติดมาด้วย ซะงั้น)

 

ด้านในเป็นมุมค่อนข้างร่มเพราะอยู่ใต้ชายคาบ้าน เราลงหมากผู้หมากเมียให้เป็นจุดนำสายตาของมุมนี้ ด้านหน้าวางกระถางน้ำล้น ซึ่งเป็นของเก่าเก็บเหลืออยู่ในบ้าน รอบๆ กระถาง ลงไม้ในร่มจำพวกคร้าเสน่ห์ขุนแผน ซุ้มกระต่ายด่าง เฟิร์นเงิน เพื่อคลุมดิน

 

เตรียมตัวติดตั้งกระถางน้ำล้น

 

เฟิร์นเงิน ใบสีขาวสลับเขียว ช่วยให้พื้นที่เล็กๆ ดูสว่างขึ้นค่ะ

 

ขยับไปอีกนิด เป็นมุมที่ร่มสุด เพราะอยู่ใต้ชายคาด้านใน ไม่โดนแสงแดด เราเลยยึดบริเวณนี้ทำรังบีโกเนียซะเลย ยกโอ่งดินเผามาตั้งแล้วเติมน้ำลงไป เก็บไว้รดบีโกเนียและเพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ จากนั้นก็ยกกระถางบีโกเนียมาวางเรียง รองกระถางด้วยอิฐมอญ ไล่ระดับจากสูงมาต่ำ ไม่ให้บังกัน

 

เราซื้อบีโกเนียสีส้มๆ นี้มาต้นแรกค่ะ ทดลองเลี้ยงดูก่อน พออยู่รอดปลอดภัย ก็ทยอยซื้อมาอีกเรื่อยๆ มารู้ตัวก็ตอนยกมาตั้งรวมๆกันนี่แหละว่า สีสันเค้าคล้ายๆ กันไปหมด เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการไปหาต้นพรมญี่ปุ่นมาวางแซมๆ เพราะเป็นต้นไม้แนวๆ เดียวกันคือชอบอยู่ที่ร่มๆ ชอบชื้นแต่ไม่แฉะ อาศัยดอกเล็กๆ เพิ่มสีสันให้กับมุมสวนในร่มตรงนี้ค่ะ

 

บีโกเนียใบ ได้ยินคนขายเรียกชื่อไทยว่า ส้มกุ้ง ต้นนี้โดนหอยทากรุมซะใบแหว่งหมด

 

หันมาด้านขวามือ มุมนี้ได้รับแสงแดดตรงๆแค่ประมาณสามชั่วโมงช่วงเช้า ตอนไปซื้อศิลาแลง เห็นที่ร้านมีอิฐดินเผาโค้งๆ ที่เรียงเป็นบ่อน้ำกลมๆ ได้ ก็เลยเกิดความคิดว่าซื้อมาเรียงเป็นบ่อกลมๆ เตี้ยๆ แล้ววางสับปะรดสีโชว์ดีกว่า เพิ่มสีสันให้มุมนี้ ไม่ต้องรดน้ำเยอะด้วย

ตอนเรียงอิฐ เว้นช่องว่างไว้ระบายอากาศบ้าง เสร็จแล้ววางกระถางพลาสติครองไว้ด้านใน  จากนั้นวางกระถางสับปะรดสีลงไป  เลือกขนาดต้นและสีสันให้เข้ากัน บ่ออิฐมอญนี้ เราใช้วิธีเรียงซ้อนกันเฉยๆ ไม่ได้ก่อปูน เพราะต้องการทดลองดูก่อนว่าต้นไม้เค้าจะอยู่ได้หรือป่าว

 

อิฐแบบนี้สวยแต่ก็แอบแพงนะคะเนี่ย ก้อนละ 7 บาท เราใช้ไป 60 ก้อน ได้ความสูงประมาณ 40 ซ.ม จริงๆ จะใช้บล็อคประสาน เรียงเป็นทรงกลมก็ได้เหมือนกัน แต่เราชอบผิวสัมผัสของอิฐมอญมากกว่า มันดูธรรมชาติดี ก็เลยออกมาแบบธรรมชาติลงโทษยังงี้แหละ (แบบว่ามันเอียงอ่ะ แต่ขี้เกียจรื้อจัดใหม่)

 

ข้างๆ บ่ออิฐมอญ เราลงต้นปริกหางกระรอกไว้หนึ่งกอ อีกด้านลงต้นเล็บครุทด่าง สีขาวตัดกับสีอิฐมอญสวยดีค่ะ ใกล้กันลงต้นซุ้มกระต่ายเขียว ด้านหน้าลงฤาษีผสมแคระ พื้นที่โล่งๆ หน้าบ่อสับปะรดสี ลงต้นริบบิ้นแดงเพื่อคลุมดิน ยังเห็นพื้นดินโล่งๆ บางส่วนอยู่ ไม่เป็นไร รอให้ต้นฤาษีผสมโตคลุมดินไปเอง

ปล. เนื่องจากพื้นที่เล็กกระจึ๋งเดียว จึงต้องอาศัยไม้เล็ก แคระ ด่าง เป็นตัวช่วย ไม่ให้ดูอึดอัด

 

ติดกันจะเป็นกอหมากแดงต้นเก่าแก่ของบ้าน ปลูกตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้ใหม่ๆ ต้นเดิมสูงจนถึงชั้นสองของบ้านแล้ว เราเลยตัดทิ้งแล้วแต่งกอใหม่  ที่เห็นอยู่นี่เป็นหน่อรุ่นลูกแล้วค่ะ

หมากแดงมีดีตรงลำต้นสีแดงสวยๆนี่แหละค่ะ เราเก็บไว้เป็นไม้ประธานของมุมนี้ ปรกติเค้าจะแตกหน่อออกมาเรื่อยๆ เลยต้องเว้นพื้นที่รอบๆไว้บ้าง จะได้เข้าไปแต่งกอ ขุดย้ายหน่อได้ง่ายๆ

 

ปลูกให้ได้แสงแดดซักครึ่งวัน ต้นจะแดงสวยค่ะ กอนี้โดนตัดแต่งหนักไปหน่อย เกือบโกร๋น

 

ลงต้นไม้เป็นแนวเสร็จแล้ว ถึงขั้นตอนปรับพื้นทำทางเดินรอบๆ บ้าง เนื่องจากเรามีอิฐมอญเก่าเหลืออยู่เยอะ ก็เลยไปขนมาเรียงเป็นทางเดิน ค่อยๆ ปรับพื้นไปเรื่อยๆ ปูตาข่ายไนล่อน แล้วเรียงอิฐไปทีละด้าน เว้นพื้นที่ตรงกลางไว้โรยกรวดบ้าง จะได้ไม่ดูทึบเกินไป

 

กว่าจะเสร็จทุกด้าน ก้มๆ เงยๆ เล่นเอาหน้ามืด เสร็จแล้วให้คุณแฟน ช่วยฉีดน้ำล้างเศษดินตามพื้นอิฐ แล้วไปยกถุงกรวดมาเท บริเวณนี้เราใช้กรวดขนาดเล็กโรย เพื่อช่วยให้พื้นที่เล็กๆ ไม่ดูอึดอัดมากเกินไป จัดมุมนี้เสร็จพร้อมๆกับพระอาทิตย์ตกดินพอดี

 

มุมมองจากห้องรับแขกผ่านกอบีโกเนีย

 

เราอยู่บ้านนี้มาหลายปีดีดัก แต่ไม่ได้ทำรางน้ำฝน ตอนจัดสวนครั้งแรก ก็ไม่ได้ปลูกต้นไม้อะไรมากนัก เน้นปูทางเดินโรยกรวดอย่างเดียว แต่พอมาจัดสวนครั้งนี้ คิดว่าคงต้องทำรางน้ำแล้วค่ะ ไม่งั้นทั้งต้นไม้และพื้นทราย โดนน้ำฝนเซาะกระจาย แถมผนังบ้านเป็นคราบตะไคร่ดำเชียว ช

งานนี้คุณแฟนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไปขับรถตระเวณหาร้านทำรางน้ำแถวๆ บ้าน ได้มาสองร้าน ซึ่งก็ตีราคารางน้ำฝนแสตนเลสออกมาใกล้เคียงกัน แต่แฟนเราเลือกร้านที่สอง รู้สึกว่าจะคุยถูกคอกับเจ้าของร้านดี

ติดแล้วออกมาแบบนี้ ท่อน้ำอีกด้านซ่อนไว้ให้น้ำไหลลงกอหมากแดง เพราะเค้าเป็นต้นไม้ชอบน้ำ แต่มุมด้านใน ไม่รู้จะหลบจะซ่อนยังไง เพราะรูปแบบหลังคาบ้าน มันเป็นจั่วอยู่ตรงนี้พอดี

Advertisement

 

พอเสร็จงานรางน้ำฝนแล้ว เก็บกวาด ฉีดน้ำล้าง เก็บขยะเรียบร้อย อุต๊ะ บ้านเราเริ่มดูมีสง่าราศี เหมือนบ้านคนขึ้นมาหน่อย ยังเหลือตาข่ายสีฟ้าๆ โผล่มาให้เห็น เดี๋ยวไว้ว่างๆ ค่อยมาตามเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

 

หยุดพักพอหายเหนื่อยแล้วมาจัดการพื้นที่ที่เหลือกันต่อ คราวนี้เป็นคิวของพื้นที่ริมห้องรับแขกติดกับทางเดิน จุดนี้ได้รับแสงแดดครึ่งวันเช้า ดูแล้วน่าจะพอปลูกผักสวนครัว พวกที่ไม่ต้องการแดดจัดๆได้

ตอนแรกเราพูนดินขึ้นไปสูงๆ ว่าจะทำเป็นแปลงปลูกผัก แต่พอรดน้ำต้นไม้แล้วดินไหลลงมา เลยแก้ปัญหาด้วยการไปหาบล็อคประสานมาวางกั้นเป็นขอบแปลงแทน

 

พื้นที่ริมห้องรับแขกอีกด้าน

 

เริ่มเบื่อเส้นตรงๆ เลยเรียงบล็อคประสานให้เหลื่อมๆ กัน จะได้ดูมีมิตินิดนึง ออกมาเป็นแปลงปลูกต้นไม้เล็กๆ สามแปลง

 

ตรงมุมในสุดติดกับพุดเวียดนาม เราลงต้นสาริกาลิ้นทองไว้ต้นนึง ต้นนี้มีลูกกลมๆ สีแดงเรื่อๆ ดูแปลกตาดีค่ะ ด้านหน้าลงต้นชะพลูไว้คลุมดิน ใกล้กันลงมะเขือการ์ตูน ซึ่งย้ายออกมาจากกระถางข้างโซฟานั่งเล่น

จะไม่เอาลงดินก็สงสาร กลัวอาหารจะไม่พอเลี้ยงลูก ติดกันลงผักหวานบ้านไว้สามต้น ปลูกห่างๆ เผื่อโต ตามด้วยต้นก้ามปูหลุดเพื่อคลุมหน้าดิน  ตรงขอบแปลงก็ปูตาข่ายแล้วเรียงอิฐมอญทับ โรยกรวดปิดช่องว่างอีกที

 

แปลงที่อยู่ตรงกลางนี่มีกะเพราอยู่แล้วหนึ่งต้น เราลงต้นแมงลักเพิ่มไปอีกหนึ่ง พยายามปลูกไว้ชิดด้านขอบแปลง เผื่อตอนต้นเค้าโทรมๆ จะได้เข้าไปขุด เปลี่ยน ย้ายได้ง่ายๆ จากนั้นลงต้นลิ้นกระบือด่าง ไว้ขอบแปลงอีกด้าน หน้าสุดลงไม้คลุมดิน ผักชีใบเลื่อย ผักเป็ดด่างและฟ้าประดิษฐ์ (ต้นนี้กินไม่ได้ แต่เท่ห์ ด้วยดอกสีฟ้าเล็กๆ ค่ะ)

 

พอเข้าหน้าหนาว พระอาทิตย์เริ่มอ้อมใต้ ทำให้กะเพราและฟ้าประดิษฐ์ไม่ค่อยโดนแดด เหลือแต่ใบหลอมแหลม ต้องย้ายออกแล้วไปซื้อเจ้าต้นพญาวานร (ฮวานง็อก) มาลงแทน จากข้อมูลที่หามาใด้ ต้นนี้จะชอบร่มๆ ต้องดูกันยาวๆ ว่าเค้าจะอยู่ได้หรือป่าว ด้านหน้าเราลงไม้คลุมดินคือสะระแหน่ปนๆกับผักเป็ดด่าง จะได้ดูมีสีสัน

สภาพปัจจุบัน

 

แปลงด้านนอกสุดนี่ ตั้งใจว่าจะลงพริกสายรุ้งกับปูเล่ แต่ทั้งสองต้นยังอยู่ในถาดเพาะอยู่เลยค่ะ ก็เลยต้องเปลี่ยนแผน หาเมล็ดผักกาดขาวมาหย่อนไว้แทนปูเล่ (กรุณาดูภาพประกอบ ด้านล่าง แล้วจะรู้ว่าทำไม)

เพาะปูเล่ แต่ออกมาเป็นตำลึง ฮากันไปทั้งบ้าน

 

ช่วงที่ปลูกผักกาดขาว เราก็ยังไม่ละความพยายามเรื่องการปลูกปูเล่ ไปซื้อเมล็ดพันธ์มาอีก คราวนี้พยายามเลือกเอาซองที่เพิ่งผลิตใหม่ๆ โดยดูด้านหลังซอง (หลังซองจะพิมพ์ว่าวันเก็บรวบรวม) ทดลองเพาะในพีชมอส แค่คืนเดียว เปลือกที่หุ้มเมล็ดก็เริ่มแตกและมองเห็นต้นอ่อนเขียวๆ ด้านใน

เอ๊ะ ทำไมมันต่างกับเมล็ดซองแรกจังฟร่ะเนี่ย วิ่งกลับไปดูหลังซองที่ซื้อมาครั้งแรก โอ๊ะโอ เมล็ดมันเก็บมาตั้งแต่ปี 2555 มิน่า ปลูกปูเล่ ออกมาเป็นตำลึง (เกี่ยวกันไม๊เนี่ย)

 

ปูเล่น้อย (ตั้งกระถางไว้ที่ร่มเกิน ต้นเลยเอียงกะเท่เร่เลยค่ะ)

 

พอกล้าโตได้ระดับนึง (มีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ) เราก็ย้ายลงแปลงแทนผักกาดขาว (ที่ตอนนี้ลงหม้อต้มจืดไปเรียบร้อยหมดแล้ว) รดน้ำใส่ปุ๋ยไปเรื่อยๆ ออกมาเป็นแบบนี้ งามจนไม่อยากตัดมากิน (แล้วจะปลูกเพื่อ..)

 

ปูเล่เขียว ด้วยพลังของปุ๋ยขี้วัวและขี้ใส้เดือน โตจนจะล้นแปลง

 

ฝั่งนี้พอเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ย้ายไปปลูกต้นไม้ริมรั้วกันต่อ ตามที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่า รั้วบ้านเราด้านนี้ ติดกับครัวของเพื่อนบ้าน จะปลูกต้นไม้ใหญ่ ก็กลัวกิ่งก้านจะโผล่เข้าไปรบกวนเค้า  สุดท้ายก็มาตกลงปลงใจ ซื้อไม้พุ่มขนาดกลางๆ คือส้มจี๊ดด่างและมะนาวเหลือง มาเข้าสังกัดสวนริมรั้วของเรา บวกกับเชอรี่เสปนที่เหลืออยู่ ได้ไม้ยืนต้นสามต้นริมรั้วพอดี

มะนาวเหลือง (Lemon) แม่ค้าอัดปุ๋ยมาเต็มที่ ต้นนิดเดียว มีลูกตั้ง 6 ลูก (สีเหลืองๆ ในกระถางนั่นคือพริกกะเหรี่ยงที่แม่ค้าใจดีแถมมาให้ทดลองเพาะ) ลงดินแล้ว ผูกไม้ค้ำรอไว้เลย คิดว่าลูกต้องดกแน่ๆ

 

ลงส้มจี๊ดและมะนาวเหลืองเสร็จแล้ว ก็ทะยอยปลูกไม้คลุมดินไปอาทิตย์ละต้นสองต้น เริ่มจากหน้าต้นส้มจี๊ดด่าง ซึ่งเป็นมุมที่ได้แสงแดดมากสุดของบ้าน เราปลูกมะลิลาสองต้น ตามคำขอของผู้ช่วยจัดสวน มุมในสุดติดรั้วเป็นจุดที่น้ำไหลผ่าน ลงตะไคร้ไว้กอนึง อีกด้านลงต้นลิ้นกระบือไว้เพิ่มสีสัน

หน้ากอตะไคร้ยังว่างๆ อยู่ เว้นไว้ก่อนเพราะยังไม่รู้จะปลูกอะไร ตอนนี้เลยปูพื้นด้วยอิฐมอญกันดินกระเด็น เรียงให้เป็นแนวโค้งๆ แบบนี้

 

ขยับมากึ่งกลางระหว่างต้นเชอรี่กับมะนาวเหลือง เราลงผักหวานไว้สามต้น เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30 ซ.ม
ถัดจากมะนาวเหลือง ติดกับริมรั้วเป็นต้นคริสตินา ที่ยังเหลืออยู่สามต้น ข้างๆ แทรกด้วยพุดซ้อนด่างอีกสอง

 

พักปลูกต้นไม้ไปอาทิตย์นึง เพราะรอให้ผู้รับเหมาเข้ามาทำหลังคากันสาด และระแนงริมรั้วให้เรียบร้อย ก่อนที่จะลงต้นไม้เพิ่มค่ะ

พื้นที่โล่งๆ ก่อนทำหลังคา กับเสาโฮบเวลล์ (อ้าว ผิดงานนิหว่า มันคือเสาปูน ซึ่งเคยเป็นโครงสร้างไม้ระแนงเก่าค่ะ)

 

ใช้เวลาทำสองวันก็เรียบร้อย หลังคาโครงเหล็กทาสีโอ๊ค มุงด้วยโพลีคาร์บอเนตแผ่นตันผิวส้มสีชา ใส่รางน้ำฝนไวนิล ใกล้ๆกันคือระแนงบังตา เนื่องจากรั้วอิฐบล็อค ที่กั้นระหว่างบ้านเรากับเพื่อนบ้านชราภาพเต็มที เราเลยให้ช่างเค้าทำโครงเหล็กขึ้นมาใหม่ พยายามไม่ไปยุ่งกับรั้วเดิม ผลคืองบประมาณบานปลายกันไป

 

หลังคาเสร็จแล้ว ลงต้นไม้ต่อ เราไปหาโมกกอใหญ่มาลงตรงมุมเสาติดกับหลังคากันสาด  เพื่อช่วยพรางความแข็งกระด้างและเหลี่ยมมุมของโครงเหล็กและเสาปูน ซื้อแบบกอใหญ่ๆ แล้วให้ร้านต้นไม้มาส่งให้ แบบว่าพรึ่บเดียวสวยเลย

โมกแบบนี้ได้ยินพ่อค้าเรียกว่าโมกใบไผ่ ใบจะแหลมๆกว่าโมกลา แปลกดี ไม่เคยได้ยินชื่อโมกแบบนี้มาก่อนเลย

 

ทำหลังคาเสร็จก็ออกพรรษาพอดี ไม่มีฝนแล้ว ได้เวลาจัดการทาสีรั้วบ้าน ที่กระดำกระด่างซะที ให้คุณแฟนไปลากเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ออกมาจากห้องเก็บของ ฉีดไล่ไปตามกำแพงเพื่อทำความสะอาด เวลาฉีดต้องระวังต้นไม้นิดนึง เนื่องจากเราดันใจร้อน ลงต้นไม้ริมกำแพงไปแล้วหลายต้น

หลังจากนั่งหาข้อมูลสีทาภายนอกอยู่เป็นวันๆ เราตัดสินใจทดลองซื้อซิเมนต์สีตราจรเข้มาทารั้ว ดูข้อมูลจากเวบไซด์แล้วคิดว่าน่าจะทาเองได้ไม่ยาก ผสมน้ำตามอัตราส่วนแล้วก็ละเลงเลยค่ะ

เพื่อความมั่นใจ ลองทามุมเล็กๆ หลังบ้านดูก่อนว่ารับได้กับโทนสีหรือป่าว

 

จากรั้วกระดำกระด่าง แปลงโฉมเป็นรั้วสีเหลืองนวล อบอุ่น ดูดีขึ้นเป็นกองเนอะ แต่อย่ามองเลยไปถึงหลังบ้านนะ มันคนละโลกกันเลยค่ะ

 

งานโครงสร้างหลักๆ เสร็จแล้วก็ทยอยลงต้นไม้เพิ่มให้เต็มพื้นที่ โคนต้นโมก เราลงพวกไม้พุ่มคลุมดิน มีต้นสาริกาลิ้นทอง (เราชอบลูกเล็กๆ กลมๆ ตามกิ่งของเค้า เลยซื้อมาสามต้นเลย) แล้วตามด้วยสารพัดพริก คือพริกขี้หนูสวน พริกฟักทองและพริกใบด่าง มุมนี้ภูมิใจมว๊ากค่ะ  เพราะพริกพวกนี้เราเพาะเมล็ดเอง อิอิ กว่าจะโต ลุ้นตัวโก่ง

พืชสวนครัวส่วนใหญ่เค้าเป็นประเภทมาเร็ว เคลมเร็ว คือเพาะง่าย โตเร็ว ออกดอก ติดลูกแล้วก็โทรม ตายไป ก่อนจะปลูกเราต้องวางแผนนิดนึง ว่าจะจัดวางไว้ตรงไหน ถึงจะเข้าไปทำงาน เก็บผลิตผลและรื้อถอนได้ง่ายๆ

ต้นกล้าพริกที่เพิ่งย้ายลงดิน ต้นเพิ่งสูงได้สองคืบเอง แถมต้นพริกขี้หนูที่อยู่ตรงกลางนี่ เราเผลอทำยอดเค้าหักอีก จะรอดมั้ยเนี่ย

 

ส่วนนี่คือโฉมหน้าพริกม่วงแบบใกล้ๆ ม่วงอย่างเดียวไม่พอ แถมด่างอีก ยังไม่พอ แถมยังแคระด้วย ต้นสูงแค่คืบกว่าๆ ก็เริ่มออกดอกแล้ว

 

พอลงโมกเสร็จแล้ว มุมด้านในก็เลยร่มครึ้มไปเลย แถมเป็นซอกเล็กๆ แคบๆ อีก ปลูกอะไรดีละทีเนี้ย ต้องระเห็จออกไปเดินร้านขายต้นไม้อีกรอบเพื่อหาแรงบันดาลใจ สุดท้ายได้โอ่งใบนี้กลับบ้านมาในราคา 900 บาท เป็นโอ่งใหม่ทำลวดลายและสีเลียนแบบโอ่งเก่าค่ะ

จริงๆ เราชอบโอ่งดินเผาเก่าๆนะคะ เก็บน้ำเย็นดี แต่ราคามันแร๊งงส์ไปนิด รับไม่ไหว เลยต้องเบนเข็มไปซื้อของใหม่แทนค่ะ

 

เรายกมาตั้งไว้ข้างๆ โคนต้นโมก ตั้งใจจะใช้เก็บน้ำเพื่อรดต้นบีโกเนีย หน้าต้นโมกยังว่างอยู่ ยกหินทรายลูกเต๋าที่เหลือๆ อยู่มาวางเป็นแนวโค้งแล้วปลูกต้นหนวดปลาดุกแคระแทรกตามรอยต่อ ด้านข้างลงต้นปูเล่ม่วงไว้หกต้น รอบโอ่งโรยกรวดขาวไว้กันดินกระเด็นเวลารดน้ำต้นไม้

ปูเล่สีม่วงนี่ซื้อต้นใหญ่ๆมาจากร้านแถวๆเลียบทางด่วนรามอินทรา เราพยายามหาซื้อเมล็ดมาเพาะเอง แต่ปูเล่สีม่วงนี่หาเมล็ดยากมากค่ะ เลยต้องใช้ตัวช่วย แบบมาพรึ่บเดียวสวยเลย

 

ถัดจากปูเล่ ยังมีพื้นที่ว่างเล็กๆอยู่ เราไปยกก้อนหินทรายที่เหลืออยู่ในบ้าน มาวางแทรกไว้ จะได้ไม่ต้องปลูกต้นไม้ให้ดูทึบเกินไป ข้างก้อนหินปลูกต้นจิงจูไฉ่คลุมดินไว้ (ตกลงนี่มันบ้านคนหรือร้านขายของแต่งสวนกันแน่เนี่ย มีเกือบทุกอย่าง)

ปลูกไว้ให้เห็นกันจะๆงี้เลย จะได้เก็บกินง่ายๆ อิอิ (ซื้อแบบเพาะในถุงดำ มาจากร้านต้นไม้ปากทางถนนรามอินทราเข้าถนนเกตร – นวมินทร์ เส้นตัดใหม่ เยื้องๆกับห้างแฟร์ชั่น ไอส์แลนด์ ราคา 3 ถุง 100)

ปล. เก็บใบไปใส่แกงจืดเต้าหู้หมูสับ หวาน อร่อยมั่กๆ

 

หลังกอต้นโมก ดูโล่งๆ ไม่สวยเลยอ่ะ หาวิธีใช้ของเก่าในบ้านให้เกิดประโยชน์ด้วยการขนอิฐมอญเก่าๆ ที่เหลืออยู่มาวางเรียงเป็นแท่น วางสองแถวให้ไล่ระดับกัน เสร็จแล้วไปยกพวกกระถางพรมญี่ปุ่น บีโกเนีย สับปะรดสี ต้นเงินเต็มบ้าน รวมทั้งพลูด่างเพื่อนยาก ที่เราแยกๆ ชำๆไว้ มาวางประดับ กว่าจะเสร็จมุมนี้ปาเข้าไปทุ่มนึง เลยต้องมาถ่ายรูปตอนเช้าแทน

 

เสร็จแว้ว..ดูดีขี้นเป็นกอง

 

ตอนนี้พื้นที่แนวราบเราก็ถูกจับจองไปหมดแล้ว แต่ยังเหลือต้นไม้ในดวงใจอีกหลายต้นที่เราอยากปลูก ทั้งน้ำเต้าที่เซียนที่เพาะรอไว้ในกระถาง ไหนจะมอร์นิ่ง ที่ไปไล่ขอชาวบ้านเค้ามา ไหนจะตำลึงที่ชอบกินอีก ทำไงดีละ

คิดไปคิดมา เออในเมื่อปลูกแนวราบไม่ได้ ก็ปลูกแนวตั้งแทนแล้วกัน ไปรื้อกองไม้ไผ่ที่เหลืออยู่หลังบ้าน เอามาปักเป็นซุ้มเล็กๆ ให้ไม้เลื้อย เป็นซุ้มชั่วคราว เดี๋ยวมะนาวโต ก็คงต้องรื้อออก

 

ปักไม้ไผ่ทำซุ้มให้ตำลึงและน้ำเต้าเซียน

 

ณ ปัจจุบัน ต้นตำลึงโตเร็วดีค่ะ เก็บยอดได้แว้ว แต่ต้นน้ำเต้าเพิ่งเลื้อยเตาะแตะขึ้นมาตามเสา สงสัยโดนแดดน้อยไปหน่อยเลยไม่ค่อยจะโต

 

เราไปเดินตลาดจตุจักร 2 เจอโครงเหล็กรูปดอกไม้ เลยซื้อติดมือมาปักไว้ข้างๆ โซฟานั่งเล่น เอาไม้ไผ่ปักดามไว้เป็นเสา เพิ่มความแข็งแรง แล้วลงต้นขจรให้เลื้อยขึ้นไป

 

ซุ้มแบบนี้ดูไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ปลูกไม้เถาเล็กๆพอได้ แต่ถ้าไม้เลื้อยเถาใหญ่ๆ มีโค่นแน่ค่ะ

 

ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ ได้เมล็ดมอร์นิ่งมาแต่ไม่มีที่ลง (บอกแล้ว ที่กว้างร้อยกว่าไร่) ก็เลยเอาเมล็ดเค้าไปหย่อนไว้กับซุ้มขจร สองเดือนผ่านไป ต้นมอร์นิ่งขึ้นมาคลุมต้นขจรซะแทบไม่ออกดอกเลย ตอนนี้กำลังทยอยรื้อต้นมอร์นิ่งออกค่ะ ขอโทษนะ เราไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ

ใครจะปลูกไม้เลื้อยแบบนี้ หาข้อมูลดีๆนะ เพราะต้นไม้แต่ละต้นอัตราการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน

 

ต้นขจร เป็นต้นไม้สุดโปรดของเราอีกต้นนึง ดอกหอมอ่อนๆ จนไม่อยากเก็บดอกตูมมากิน ปล่อยให้บานคาต้นซะงั้น

 

หลังจากลงต้นไม้หลักๆ เสร็จแล้ว เราก็ทะยอยตกแต่งสวน เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ กุ๊กกิ๊กไปเรื่อยเปื่อย
ใต้ต้นเชอรี่ ยังดูโล่งๆ อยู่ ไม่อยากปลูกต้นไม้ให้ทึบมาก กลัวมีแขกไม่ได้รับเชิญมาอยู่ด้วย

ก็เลยปูพื้นด้วยอิฐมอญ ปลูกหนวดปลาดุกแคระแทรกตามช่องว่างระหว่างก้อนอิฐ เสร็จแล้วไปยกโอ่งเก่าในบ้านมาวาง ขนาบข้างด้วยบรรดาหน่อสับปะรดสี ที่เราแยกมาจากต้นแม่หน้าบ้าน

 

หน้าต้นผักหวานยังโล่งๆ อยู่ ลงไม้พุ่มเตี้ยคือสมุนไพรแปะตำปึงและว่านมหากาฬคลุมดิน ติดกับรั้วลงต้นสาริกาลิ้นทอง จากนั้นก็ปูอิฐมอญทับพื้นด้านหน้า เพื่อกันดินกระเด็น และเพื่อจะได้เดินทำงานง่ายๆ ด้วย

 

ว่านมหากาฬนี่เป็นของโปรดของเพลี้ยแป้งเลยค่ะ เราใช้น้ำสมุนไพรหนอนตายหยากฉีด ก็พอช่วยได้บ้าง แต่ถ้าลืมฉีดเมื่อไหร่ หงิกเมื่อนั้น

 

หันกลับมาดูมุมด้านในบ้านมั่ง ตรงบ่ออิฐมอญ ดูแล้วมันแปลกๆเนอะ แบบว่ามีบ่อโผล่มาดื้อๆ โดดๆ อยู่อย่างเดียว นอกจากนี้ไอ้เจ้ากอปริกหางกระรอกข้างๆ ก็เริ่มโอนเอนหาแสง เนื่องจากว่าเป็นช่วงปลายฤดูฝนแล้ว พระอาทิตย์เริ่มอ้อมใต้ ทำให้ได้รับแสงไม่พอ

คิดไปคิดมา เราเลยย้ายปริกใส่กระถางแล้วยัดไว้ในบ่ออิฐมอญ ค่อยหมุนกระถางเพื่อให้เค้าได้รับแสงสม่ำเสมอ จะได้ไม่โอนเอียงฝักใฝ่สีใดสีหนึ่ง (เกี่ยวไรกันเนี่ย)  ขอบบ่อยังว่างๆ อยู่ เรายกตุ๊กตาดินเผา ตัวเล็กตัวน้อย ที่เหลือในบ้านมาวางตกแต่ง

จากนั้นขับรถไปร้านต้นไม้ หากระถางดินเผาลายสวยๆ มาใส่สับปะรดสี จัดวางไว้ข้างๆ ให้ไล่ระดับจากใหญ่มาเล็ก

เสร็จแว้ว ค่อยดูมีเรื่องราวขึ้นหน่อย (แหมๆ อยากมีเรื่องก็ไม่บอกตั้งแต่ทีแรกเนอะ)

 

ยกเก้าอี้แขนอ่อนมาวาง ไว้นั่งฟังเพลงตอนเช้าๆ

 

หน้ากอหมากแดง คุณแฟนย้ายกระถางน้ำล้นจากฝั่งซ้ายมาตั้ง   แล้วไปยกตุ๊กตาควายยิ้มมาวางข้างๆ เห็นหน้าไอ้ตัวนี้ทีไร อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

กระถางน้ำล้น เพิ่มเสียงน้ำไหลแบบเบาๆ ให้สวน (ดูภาพแบบธรรมชาติดิบๆ เลยค่ะ แบบว่าตะไคร่ตรึม)

 

ควายยิ้มพร้อมลูกสมุนกบแย้ม

 

ข้างกอหมากแดง เราตัดต้นเตยหอมจากหน้าบ้านมาจิ้มไว้สามกิ่ง ตามด้วยฤาษีผสมแคระ ถึงตอนนี้ แทบไม่ต้องซื้อต้นไม้คลุมดินแล้วค่ะ อาศัยตัดๆ จิ้มๆ เอา (เริ่มงก)

ฤาษีผสมแคระเป็นไม้คลุมดินที่โตเร็ว ตัดกิ่งมาจิ้มไว้ ทำลืมๆ สองเดือนผ่านไป ฟูเต็มพื้นที่แล้ว น่ารัก

 

ส่วนหน้ากอหมากผู้หมากเมีย ได้หินกลิ้งมาวางแทน กว่าจะวางได้ระดับนี่ เล็งกันตาแทบเหล่ ไม่ได้ระดับเค้าก็ไม่หมุนอีก เยอะเนอะ

 

สภาพปัจจุบัน ภาพมุมกว้างค่ะ

 

มองจากบนบ้าน อีกซักรูป (ชอบถ่ายรูปมุมสูง ดูอลังดีค่ะ)

 

มาดูผักสวนครัวกันมั่ง ตอนเริ่มปลูกผัก เราพยายามหาผักที่เราชอบกินมาปลูก จะได้มีกำลังใจกันหน่อย เริ่มจากเพาะแตงกวาไว้ในถุงปุ๋ยเก่าๆ พอโตแล้วก็เปลี่ยนใส่กระถางดินเผา ยกไปตั้งมุมที่มีแดด ให้เถาเค้าทอดเลื้อยไปตามพื้น แบบว่าทูอินวัน คือเป็นไม้ประดับและกินได้ด้วย

แต่กว่าจะได้กินลูกนี่ไม่ง่ายเลยค่ะ เพราะโดนอิเต่าแตงรุมทึ้งตลอด ฉีดน้ำหมักยาเส้นไล่ก็ไม่ยอมไป เฮ้อปวดหัว

ทำแปลงผักไม่ได้ ก็ปลูกใส่กระถางเอาแล้วกัน

 

เราชอบกินเห็ดค่ะ เลยไปเสาะหาก้อนเห็ดสำเร็จรูปมาลองวางไว้แถวใต้ต้นโมก เห็นมันชื้นๆ เย็นๆ คิดว่าน่าอยู่ได้ อาทิตย์เดียวเห็นผล ดอกเห็ดโผล่มาให้ยลโฉม คนกรุงเทบอย่างเรา ปลูกเห็ดกินเองได้นี่มันตื่นเต้นจังวุ้ย ตัดมารวมๆ กับผักบุ้งที่เราปลูกไว้ในกระถาง ใส่มาม่าได้ชามนึง อร่อยเหาะ

ชุดเห็ดสำเร็จรูปแบบนี้สะดวกสำหรับคนในเมืองมาก แต่ราคาแอบแรงนะ กล่องละ 150 บาท เอิ๊ก ใครสนใจลองเสริชหาคำว่า mushboomkit ดูนะคะ เค้าป่าวเป็นม้านะ แค่ซื้อมาลองเฉยๆ

 

ช่วงที่เราจัดสวนมุมนี้ เฝ้าเวบพันทิปทุกวัน กระทู้ไหนมีแจกเมล็ดผักสวนครัวและไม้ประดับ อิชั้นแทบไม่พลาด ถือโอกาศใช้พื้นที่กระทู้นี้ ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านในห้องต้นไม้ ที่ใจดี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ถึงแม้จะไม่เคยรู้จัก เห็นหน้าค่าตากัน แต่ก็อุตส่าห์เสียสละเวลา มานั่งแพ็คเมล็ดแจก ให้มือใหม่หัดทำสวนอย่างเรา มีเมล็ดพืชมาทดลองปลูก

แล้วจะมาตั้งกระทู้ส่งการบ้านให้คุณครูตรวจนะคะ ตอนนี้ขอจัดสวนให้เสร็จก่อน

มอร์นิ่งเหลืองดอกเล็กๆกับฟ้าใสๆ ยามเช้า

 

กระทู้นี้ขอไม่บรรยายถึงต้นไม้ที่เราใช้จัดสวนทุกต้น เพราะเยอะเกิน ขอลงรายชื่อไว้คร่าวๆ อยากทราบรายละเอียดต้นไหน ถามได้นะคะ

ขอแบ่งคร่าวๆตามการใช้งานเป็น 5 กลุ่ม อาจจะไม่ถูกต้องเป๊ะตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นะคะ

 

กลุ่มที่ 1 กลุ่มไม้ต้นขนาดเล็ก

(เอ หรือจะเรียกว่าไม้พุ่มขนาดกลาง ดีนะเนี่ย ชักไม่ค่อยจะแน่ใจ) ส้มจี๊ดด่าง มะนาวเหลือง (Lemon) เชอรี่เสปน โมก

ส้มจี๊ดนี่เป็นต้นไม้ที่คนจีนนิยมซื้อเป็นของขวัญให้กัน ยิ่งเป็นส้มจี๊ดด่างแล้วนี่ เราว่าเหมาะให้เป็นของขวัญมากค่ะ เพราะทั้งใบและผล มีลายด่างสวยเชียว ดอกก็หอม ผลใช้ทำกับข้าวแทนมะนาวได้อีก โวะ อะไรจะเพอร์เฟ็คขนาดนี้นี่ ปัญหาอย่างเดียวคือ ซื้อมาแล้ว จะเลี้ยงได้งาม ออกดอกออกผลเหมือนตอนอยู่กับแม่ค้าได้หรือป่าวเนื่ยซิ

ส้มจี๊ดสูง 1 ม. ราคา 400 บาท (ตลาดมีนบุรี)

ลูกเค้าลายๆ น่ารักดี พาลให้ไม่อยากเก็บมากิน ปล่อยให้สุกเหลืองคาต้นจนร่วงไปเอง

 

กลุ่มที่ 2 ไม้ประดับเพื่อความสวยงาม

คล้าสเน่ห์ขุนแผน คล้านกยูง เฟิร์นเงิน บีโกเนีย พรมญี่ปุ่น ปริกหางกระรอก ซุ้มกระต่ายเขียว พุดเวียดนาม พุดซ้อนด่าง สาริกาลิ้นทอง ลิ้นกระบือแบบธรรมดาและแบบใบด่าง หมากแดง มะลิลา สังกรณีใบมัน หมากผู้หมากเมีย 

บีโกเนีย ถ้ารู้ใจเค้าซักนิด ก็ดูแลไม่ยากค่ะ (ชอบเครื่องปลูกโปร่งๆ ระบายน้ำดี ไม่ชอบแฉะ ไม่ต้องรดน้ำบ่อย)

 

กลุ่มที่ 3 พืชคลุมดิน

ฟ้าประดิษฐ์ ก้ามปูหลุด ดาดตะกั่ว ริบบิ้นแดง ผักเป็ดด่าง หนวดปลาดุกแคระ หลิวเลื้อย

 

กลุ่มที่ 4 พืชสวนครัว

ผักหวานบ้าน สะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก ปูเล่ ตะไคร้ ผักชีลาว ผักชีใบเลื่อย (ผักชีฝรั่ง) ตำลึง ต้นขจร พริก จิงจูไฉ่ ชะพลู นอกจากนี้ยังมีผักสวนครัวอายุสั้นที่เราทยอยปลูกหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว

ผักหวานบ้านนี่เป็นผักที่น่าปลูกไว้เป็นผักสามัญประจำสวนครัวมากค่ะ  เป็นไม้พุ่มเตี้ย ต้นเป็นกอ ปลูกตามรั้วบ้านได้ ใบแก่จะมีลายนวลๆ ขาวๆ อยู่กลางใบ เราชอบนะ สวยดี ยอดอ่อนๆก็ทำเป็นกับข้าวได้หลายอย่าง เอาแบบเบสิคสุดก็ผักหวานผัดน้ำมันหอย (เอิ๊ก พิมพ์ไปท้องร้องไป)

บางที่จะเรียกต้นนี้ว่า “มะยมป่า” เพราะมีลูกคล้ายมะยมห้อยใต้ใบ (แต่จะเปรี้ยวเหมือนมะยมหรือป่าว อันนี้อิฉันยังไม่กล้าลอง) ผักหวานบ้านนี้หน้าตาเค้าจะคล้ายๆ กับผักหวานป่า แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละพันธุ์กัน

 

กลุ่มที่ 5 สมุนไพร

ว่านมหากาฬ ฟ้าทะลายโจร แปะตำปึง พญาวานร 

สมุนไพรพวกนี้ น่าปลูกติดบ้านไว้ค่ะ ปลูกไม่ยากแถมประโยชน์เยอะ อย่างว่านมหากาฬนี้ ตามตำราบอกว่าใบสด ตำพอกฝีหรือถอนพิษสัตว์เล็กๆ เช่นพวกแมลงป่อง ได้ค่ะ ส่วนตัวยังไม่มีโอกาศได้ลอง และไม่อยากลองด้วย อิอิ

ว่านมหากาฬ ใบลายๆ ถ้าปลูกให้เป็นกลุ่มๆ ก็สวยดีค่ะ

 

ก่อนจะลากันไป มาดูบทสรุปส่งท้ายกันว่า หลังจากหลังขด หลังแข็ง ขุดดิน และเกือบๆจะต้องกินแกลบ (เพราะค่าทำหลังคา)

สวนนี้ตอบโจทย์ของเราได้มากน้อยแค่ไหน เริ่มจาก

ข้อที่1. การเชื่อมพื้นที่สวนบริเวณหน้าบ้าน เข้ากับสวนด้านข้างตัวบ้าน ทางเดินแผ่นศิลาแลง กว้างเมตรยี่สิบ ปูเป็นแนวโค้งๆ นี่ถือเป็นเส้นนำสายตาและเป็นตัวเชื่อมระหว่างสวนหน้าบ้านและหลังบ้านได้เป็นอย่างดี เดินง่าย ไม่ลื่น น้ำไม่ขัง ถือว่าผ่านค่ะ

รูปนี้ถ่ายย้อนจากหลังบ้านไปหน้าบ้าน

 

ข้อที่ 2. เรื่องความร่มรื่น สวยงาม ก็ถือว่าพอได้อยู่ มีสีสันจากไม้ใบและกลิ่นหอมอ่อนๆของไม้ดอก รวมทั้งมีผีเสื้อ กิ้งก่า จิ้งเหลน แวะเวียนมาให้ดูเล่นเรื่อยๆ

มุมนี้ได้ต้นหมากผู้หมากเมีย ช่วยเพิ่มสีสัน สีชมพูหวานจับใจจริงๆ เป็นต้นไม้ที่ปลูกและขยายพันธุ์ง่ายค่ะ

 

อาจจะดูแหว่งไปบ้าง เพราะต้นไม้ยังโตไม่ได้ระดับ

 

แต่ถึงจะแหว่งยังไง อิชั้นมั่นใจค่ะว่า..ดูดีกว่าแบบนี้แน่

 

เรื่องที่ 3. คือการปลูกผักสวนครัวไว้ทำกับข้าว หันไปดูรอบๆ สวนก่อน  เห็น สะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก ผักหวาน ตำลึง ผักบุ้ง ปูเล่ และ ฯลฯ อยู่ตามมุมต่างๆ แล้ว ถือว่าผ่านแล้วกัน (แอบเข้าข้างตัวเองนะเนี่ย) ถึงแม้ว่าตอนนี้ปริมาณผักสวนครัวที่ปลูกได้ จะไม่ได้เยอะแยะมากมาย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปลูกผักกินเอง

ปูเล่ม่วง กินก็ได้ ดูก็ดี

 

ยังเหลือมุมหลังบ้านแคบๆ ยาวๆ รกไปด้วยอภิมหาสมบัติ โอ่งอ่างกระถางแตก อีกมุม ไหนจะถังเก็บน้ำอีก จะปิดบังอำพรางอย่างไรดี เอ..หรือว่าจะลองทำเป็นสวนแนวตั้งดีนะ ว่าแล้วก็ขอจบแบบดื้อๆ เลยแล้วกัน จะไปหาข้อมูลจัดสวนต่อ

 

ลากันไปด้วยภาพนี้นะคะ สวนครัวไม่จำเป็นต้องอยู่หลังบ้านเสมอไปก็ได้นะตะเอง

 

ครอบครัวหมูหวาน ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการปลูกต้นไม้รับปีใหม่ค่ะ

 

ที่มา : เรือนขวัญ

คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง....

แบ่งปัน
“Home is the starting place of love, hope and dreams.”

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...