สิ่งที่เราคาดหวังเมื่อจะทำการย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ นอกจากทำเลดีๆ มีความสะดวกในการเดินทางแล้ว เพื่อนบ้านที่เป็นมิตรและมีความเกรงใจก็เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงด้วย คงจะเป็นเรื่องที่แย่แน่ๆ หากเราต้องอยู่อาศัยร่วมกับเพื่อนบ้านที่รบกวนเราทั้งส่งเสียงและส่งกลิ่น ซึ่งก็เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันอยู่บ่อยๆ

วันนี้ ในบ้าน ก็มีอุทาหรณ์ที่น่าสนใจมาฝากชาวเว็บกันครับ เป็นเรื่องราวของคุณ labtipp ที่ได้ทำการร้องเรียนเพื่อนบ้านที่ประกอบกิจการ สร้างความรำคาญทั้งเสียงและกลิ่นจากการทำงาน โดยได้มีการกระทบกระทั่งกันทางวาจาระหว่างคุณเจ้าของบ้านและเพื่อนบ้าน ลองมาดูกันครับว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร คุณเจ้าของบ้านจะจัดการอย่างไร และจะลงเอยด้วยดีหรือไม่

 

อุทาหรณ์!! แชร์ประสบการณ์ ร้องเรียนเพื่อนบ้านผู้กระกอบกิจการ สร้างความรำคาญรบกวนผู้อื่น

(โดย labtipp)

 

**จุดเริ่มเรื่อง**

ผมและภรรยา ได้ซื้อบ้านเดี่ยวในโครงการหนึ่งย่าน วงแหวน – ปิ่นเกล้า

neighborhood-sue-example (10)

 

กุมภาพันธ์ 2558

ผมย้ายเข้ามาอยู่แบบถาวร ซึ่งในซอยที่ผมอยู่ยังมีบางหลังที่ยังขายไม่ได้และส่วนที่ขายได้ก็ยังไม่มีใครย้ายเข้ามาอยู่ จะมีบ้านตรงข้ามและหลังเยื้องๆกันเท่านั้น คือ ทั้งซอย มีอยู่ 3 หลังที่มีย้ายเข้ามาอยู่แล้ว จากทั้งหมด 14 หลัง

 

มีนาคม 2558

มีเพื่อนบ้านติดกันย้ายเข้ามาอยู่ แรกๆ ก็ทักทายกันปกติ เพราะคิดว่าบ้านติดกัน ไม่คุยกันเลยก็กระไรอยู่

 

**ดอกแรกที่เจอ**

เมษายน 2558

เพื่อนบ้านต่อเดิมบ้าน(อันนี้ไม่รู้ว่าขออนุญาตหรือเปล่า) มีการต่อหลังคาด้านหลังทำเป็นครัว สิ่งที่โดนจังๆ คือ ช่างเริ่มงาน ตัด เจียร์ เคาะตอก ตัด ฯลฯ ตั้งแต่เช้า ซึ่งยังไม่ถึง 7.00 น. ด้วยซ้ำ ผมและภรรยา ก็ต้องตื่นตามระเบียบ อันนี้พอรับได้ครับ เพราะคิดว่าคงไม่เกิน 3 – 4 วันก็เสร็จ ซึ่งก็เสร็จจริงๆ

 

ตุลาคม 2558

เพื่อนบ้านเริ่มขนอุปกรณ์พวก โต๊ะ เสื้อผ้าเป็นถุงๆ เฟรมสำหรับสกรีนเสื้อ มากองเต็มลานจอดของเค้า และเริ่มดำเนินการสกรีนเสื้อตรงโรงจอดรถแบบเต็มตัว ทีนี้เริ่มมีกลิ่นของสี โชยมาตรงห้องรับแขกของบ้านผม ซึ่งติดกับโรงรถของเค้า นอกจากกลิ่นแล้ว ก็มีเสียงของไดร์เป่าผม ระวิง ระงม  ตั้งแต่เช้า – ค่ำ แถบทุกวัน แต่ก็ห่างๆบ้าง ซึ่งบางครั้งจะทำอยู่ 2-3 วัน แล้วก็ทิ้งห่างเป็นเดือนๆ คิดว่าคงทำตอนที่มีออร์เดอร์เข้ามา

neighborhood-sue-example (9)

 

**ดอกที่สอง**

พฤศจิกายน 2558

เพื่อนบ้านย้ายอุปกรณ์ต่างๆ จากโรงรถ ขึ้นมาชั้นสองของบ้านเค้าเองและดำเนินการต่อ ณ ตรงนี้เอง ห้องที่เค้าดำเนินกิจการอยู่นั้น มันตรงกับห้องนอนของผม และเพื่อนบ้านก็ดำเนินการต่อ อย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น  บางวันตั้งแต่ 6.00 น. จนถึง 23.00 น. ก็มี

 

**ดอกที่สาม**

กันยายน 2559

เพื่อนบ้านก็ยังดำเนินการปกติ จนมาวันหนึ่ง เพื่อนบ้านดำเนินการลากยาวจนล่วงเลยมาถึง 1.30 น. และก็ยังไม่หยุด

ภรรยาผม ทนไม่ไหว เปิดหน้าต่าง ตะโกนไปว่า “นี่จะทำไปถึงเมื่อไร ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยเหรอ” เสียงตอบจากเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ชายว่า “งานมันเร่งอ่ะพี่”

ฝ่ายเพื่อนบ้านผู้หญิง ทำหน้าตาแบบไม่รับญาติ และไม่ได้สนใจแต่เสียงของภรรยาผมแต่อย่างใด ภรรยาผม ตะโกนกลับไปอีกว่า “พอก่อนได้มั้ย คนจะหลับจะนอน”

ฝ่ายเพื่อนบ้านผู้หญิง ปิดหน้าต่างแบบกระแทกเสียงดังปัง ตรงฝั่งที่ตรงกับห้องนอนผม และยังคงดำเนินการต่อ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผมได้ปรึกษากับเพื่อนที่เป็นทนายเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ผมไปแจ้งที่สำนักงานโครงการ(ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งเป็นนิติฯ) ว่าให้แจ้งกับเพื่อนบ้าน เพื่อยุติการดำเนินการดังกล่าวตามคำแนะนำของเพื่อนทนาย เพราะเชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่จะเลี่ยงการกระทบกระทั่งกัน

ผลที่ได้คือ เพื่อนบ้านยุติการดำเนินการและเงียบหายไปเกือบ 2 เดือน ซึ่งผมเข้าใจว่า ทางโครงการได้ดำเนินตามที่ผมแจ้งไปแล้ว แถมโครงการยังได้สอบถามมาทางภรรยาผมว่าเพื่อนบ้านยังคำดำเนินการอยู่หรือไม่  คำตอบ ณ ตอนนั้นได้ตอบไปว่า “ไม่เห็นทำอีก”

neighborhood-sue-example (1)

 

**จุดเปลี่ยน**

24 ธันวาคม 2559

เพื่อนบ้านยังคำดำเนินการปกติ ทั้งกลางวัน พักตอนเย็น และลากยาวจนดึกดื่น ภรรยาผม ได้ไปแจ้งเรื่องที่สำนักงานโครงการอีกครั้ง ซึ่ง เจ้าหน้าที่ของสำนักงานโครงการ แนะนำให้โทรไปที่ Call Center 11XX เพื่อให้ทางผู้ใหญ่แทงเรื่องลงมาให้ผู้น้อยดำเนินการ

ภรรยาผม จึงโทรไปที่ Call Center ดังกล่าว พร้อมได้คำชี้แจงประมาณว่า “ทางโครงการ ไม่มีอำนาจในการดำเนินการดังกล่าว” พร้อมทั้งแนะนำว่า “ลูกบ้านต้องไปดำเนินการแจ้งเรื่องที่ สำนักงานเทศบาลฯ เอาเอง”…

 

8 มกราคม 2560

เพื่อนบ้าน กลับมาดำเนินการอีก ตั้งแต่ช่วงสายๆ จนถึงเวลา เกือบ 23.00 น.

 

9 มกราคม 2560

ผมและภรรยา ตัดสินใจเดินทางไปแจ้งเรื่องที่สำนักงานเทศบาลฯ จากการพูดคุยและกรอกแบบคำร้องฯ กับเจ้าหน้าที่นิติกรที่รับเรื่องโดยตรง และได้รับคำแนะนำ พร้อมกับแจ้งผมว่า จะเข้ามาตรวจสอบ ในวันถัดไป

 

10 มกราคม 2560

เจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ประกอบด้วย

  • นายช่าง อาคาร สถานที่
  • นิติกร(คนที่รับเรื่องฯ)
  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ได้เข้ามาตรวจสอบ ตามที่ได้แจ้งผมไว้ พร้อมทั้งเชิญเพื่อนบ้านผู้ชาย(เพื่อนบ้านผู้หญิงไม่อยู่บ้าน) มาพูดคุย ชี้แจง เหตุที่เกิตขึ้น โดยมีผมร่วมด้วย ซึ่งผมไม่ได้พูดอะไรเลย และปล่อยให้เจ้าหน้าที่เทศบาลฯ เป็นคนพูดทั้งหมด

** อันนี้ ต้องชื่นชมและยกย่องเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ซึ่งมีวาทะศิลป์ในการพูดคุยเป็นอย่างดี **

เจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ได้แจ้ง พร้อมทั้งแนะนำข้อแก้ไขให้กับเพื่อนบ้าน สรุปได้ดังนี้
  1. บ้านในโครงการนี้ จดทะเบียนเป็นบ้านพักอาศัยเท่านั้น ไม่สามารถประกอบกิจการใดๆได้ (มีระบุในใบรับรองประกอบสัญญาซื้อขาย)
  2. ขอร้องให้ยุติการดำเนินการ เนื่องจากมีผู้ได้รับความเดือดร้อน
  3. หากจะต้องประกอบกิจการฯ ต้องไปขออนุญาตฯ ให้เรียบร้อย โดย…
    3.1 สถานประกอบการ จะต้องไม่ขัดกับข้อ 1.
    3.2 การดำเนินการ จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน และรบกวนผู้อื่น

4. ให้หาสถานที่สำหรับประกอบการแห่งใหม่ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ 10 มกราคม 2560

เพื่อนบ้านผู้ชาย ได้ทำการโต้แย้งและอธิบายเหตุผล ดังนี้
  1. ลดเวลาในการดำเนินการลงแล้ว ไม่เกิน 22.00 น.
  2. หากมีออร์เดอร์เยอะ ก็อาจจะเกินเวลาบ้าง
  3. ไม่ได้ทำทุกวัน
  4. ไม่ได้คิดว่า เสียงไดร์เป่าผมจะส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน
  5. ไม่ได้คิดว่า การทำดำเนินกิจการสกรีนเสื้อ จะต้องขออนุญาตฯ ก่อน เพราะทำเองภายในครอบครัว
  6. ยอมรับเรื่องกลิ่นของสี เพราะเค้าก็ต้องปิดปากปิดจมูกในการทำ

จากนั้นเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ให้ผมและเพื่อนบ้านผู้ชาย ลงชื่อรับรองในเอกสารการเข้ามาตรวจสอบเหตุดังกล่าว และก็แยกย้ายกัน

**จุดแตก**

เย็นวันเดียวกัน (10 มกราคม 2560) เพื่อนบ้านผู้หญิง และเพื่อนบ้านผู้ชาย มากดกริ่งที่หน้าบ้านผม เรียกภรรยาผมให้ออกไปคุย ซึ่งตอนนั้นผมไม่อยู่บ้าน และกำลังโทรศัพท์คุยกับภรรยาอยู่พอดี แต่แทนที่จะพูดคุยกันดีๆ กลับด่าภรรยา(พร้อมชี้หน้าด่า ภรรยาผมบอกภายหลัง) และปะทะคารมกันเล็กน้อย ประมาณนี้

เพื่อนบ้านผู้หญิง : “พี่ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ฯ ทำไม หนูไปทำอะไรให้พี่ ทำไมต้องมากลั่นแกล้งกันด้วย ทำไม ไม่บอกกันดี………บลา บลา บลา บลา บลา บลา…..”

ภรรยาผม : “ก็เคยพูดไปแล้ว คุณหยุดหรือเปล่าหล่ะ”

เพื่อนบ้านผู้หญิง : “พี่ทำแบบนี้ได้งัยอ่ะ หนูเสียหายนะ แน่จริงออกมาคุยกันข้างนอกสิ….” (ภรรยาผมบอกภายหลังว่า ณ ตอนนั้น เพื่อนบ้านผู้หญิง กำลังจะปีนรั้วเข้ามาในบ้านผม แต่เพื่อนบ้านผู้ชายดึงแขนไว้)

ภรรยาผม : “แล้วคุณทำแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว รู้หรือเปล่าว่า ฉันเดือดร้อน”

ภรรยาผม : “เคยแจ้งโครงการฯ ให้มาบอกแล้ว แต่คุณก็ยังทำอยู่  มันคืออะไร”

เพื่อนบ้านผู้หญิง : “ไหนๆ ไม่เห็นมีใครมาบอกซักคน แจ้งไปตอนไหน ไม่รู้เรื่อง”    ***ประเด็นนี้แหละมีต่อ***

ภรรยาผม : “แล้วที่คุณมาชี้หน้าด่าชั้นหน้าบ้านเนี่ย มันคืออะไร ยังไม่รู้อีกเหรอว่าตัวเองนั่นแหละทำผิด”

เพื่อนบ้านผู้หญิง : “แล้วจะทำไม แน่จริงออกมาคุยกันข้างนอกสิ”

ภรรยาผม : “ตอนที่เจ้าหน้าที่ฯ มาคุย ทำไมไม่พูดกับเค้าให้รู้เรื่อง จะมาด่าฉันตอนที่ฉันอยู่บ้านคนเดียวเนี่ย มันคืออะไร” (ภรรยาผมบอกภายหลังว่า ณ ตอนที่พูดประโยคนี้ ได้มองไปยังเพื่อนบ้านผู้ชาย แต่เค้ากลับเงียบไม่ได้โต้ตอบอะไร)

เพื่อนบ้านผู้ชาย : “พอๆ เข้าบ้าน คุณก็เหมือนกัน เข้าบ้านไป” (ภรรยาผมบอกภายหลังว่า ณ ตอนนั้น เพื่อนบ้านผู้ชาย ได้ดึงตัวเพื่อนบ้านผู้หญิงกลับไปบ้านเค้า)

เพื่อนบ้านผู้หญิง : “ทำแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ยอมแน่  ถ้าไม่พอใจ ก็ย้ายออกไปเลยยยยย…..”

ภรรยาผม : “นี่ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าทำผิด จะมาด่าฉันอีก”

จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้าบ้าน ภรรยาผมคุยในสายอยู่ถามผมว่าได้ยินมั้ย  ผมบอก ได้ยินทุกถ่อยคำ เพราะยังไม่ได้วางสาย ตรงนี้น่าเสียดาย ลืมอัดเสียงไว้

neighborhood-sue-example (2)

 

11 มกราคม 2560

ผมได้เข้าไปที่สำนักงานโครงการฯ ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่โครงการฯให้รับทราบว่า มีเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ได้เข้ามาตรวจสอบ และแจ้งเพื่อนบ้านผมให้รับทราบ พร้อมทั้งแนะนำทางแก้ไขให้แล้ว โดยให้ผมและเพื่อนบ้านผู้ชาย ลงชื่อรับรองแล้ว แต่เพื่อนบ้านผู้หญิงเค้ามาต่อว่าภรรยาผมที่หน้าว่า ว่าไปแจ้งเจ้าที่เทศบาลฯ ทำไม

และสอบถามในประเด็นที่ว่า “ไม่มีใครไปแจ้งเพื่อนบ้าน ว่าดำเนินกิจการรบกวนผู้อื่น”

ซึ่งก็ได้คำตอบจากเจ้าหน้าที่โครงการฯประมาณว่า “ได้แจ้ง รปภ. ให้เข้าไปตรวจสอบแล้ว แต่ในวันที่ที่เข้าไปตรวจสอบ ไม่มีใครอยู่บ้าน เลยไม่ได้บอกกล่าวเจ้าของบ้าน แต่ก็ได้เก็บข้อมูลไว้แล้ว”

เจ้าหน้าที่โครงการฯ กล่าวต่ออีกว่า “ผม ทำแบบนี้ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าไปคุยกันเอง กลัวว่าจะมีการกระทบกระทั่งกัน และทางโครงการฯ ไม่มีอำนาจในการเข้าไปแจ้งลูกค้าในกรณีแบบนี้”

ผมก็เลยบอกไปว่า “ผมเข้าใจว่า ทางโครงการ ได้เข้าไปบอกกล่าวเพื่อนบ้านแล้ว เลยนึกว่าเค้าเพิกเฉย และยังดำเนินการต่อ  ผมเลยทำตามคำแนะนำของ Call Center และเพื่อนทนายของผม ซึ่งผลที่ตามมาคือ เค้ามาตะโกนด่าภรรยาผมที่หน้าบ้าน”

เจ้าหน้าที่โครงการฯ กล่าวต่ออีกว่า “หากรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็ให้แจ้ง รปภ. ตลอด 24 ชั่วโมง ได้เลย”

ผมก็เลยบอกไปว่า “โอเค” แล้วก็เดินออกมาอย่างเซ็งๆ

มาถึงตรงนี้ คงต้องรอดูว่า เพื่อนบ้าน จะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไร  และคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะเอาคืนมั้ย จะเอาคืนอย่างไร เมื่อไร แต่ก็พร้อมรับผลที่จะตามมา ซึ่งผมมองแล้วอาจจะดีกว่าต้องทนรับสภาพกลิ่นและเสียงจากเพื่อนบ้านอีกต่อไป

neighborhood-sue-example (6)

 

12 มกราคม 2560

มีเจ้าหน้าโครงการ (อ้างว่าเป็นผู้จัดการโครงการ) โทรมาเสนอการแก้ไขและกันป้องกันดังนี้

1. ให้ผมและภรรยา ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.
2. ขออนุญาตผม ในการติดกล่องเขียว(สำหรับ รปภ.) หรือ/และ ติดกล่องแดง(สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ) เพื่อมาลงเวลาและสอดส่องเหตุการณ์ เพื่อเป็นการระวังเหตุปะทะ หรือ ทะเลาะวิวาท หรือ ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ

ซึ่งผมแจ้งไปในแต่ละข้อ ดังนี้

ข้อ 1. ผมมองว่า เพื่อนบ้านยังไม่มีทีท่าอะไร เก็บตัวเงียบทั้งบ้าน ตั้งแต่วันที่มีการปะทะคารมกัน ก็คิดว่ายังไม่อยากจะไปแจ้ง(คหสต. ครับ) และขอดูเชิงของเพื่อนบ้านก่อนซักระยะ  แต่ถ้าหากเพื่อนบ้านมีปฏิกิริยาโต้ตอบในทางไม่ดีอีกครั้ง ก็คงต้องไปลงบันทึกประจำวันไว้ครับ

ข้อ 2. ผมมองว่า มันจะเป็นการสุ่มเสี่ยง หรือ เป็นการยั่วยุ ทำให้เพื่อนบ้านผมเกิดความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ผมเลยไม่อนุญาตให้ติดกล่องใดๆ แต่ขอเพียงให้เพิ่มรอบการตรวจตราถี่ขึ้นกว่านี้อีกหน่อย

ทางเจ้าหน้าที่โครงการที่โทรมา ก็รับทราบ พร้อมให้ผมเสนอแนวทางการแก้ไขที่ผมต้องการอยากให้เป็น ซึ่งผมก็เสนอไปดังนี้

1. ประเด็นที่เพื่อนบ้านมาตะโกนด่าทอและปะทะคารมกับภรรยาผมที่หน้าบ้าน

อันนี้ผมไม่ติดใจเอาความ และบอกไปว่า ทางโครงการจะต้องไปชี้แจ้งให้เพื่อนบ้านเข้าใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นความผิดพลาดของโครงการเอง ที่ไม่ได้ไปแจ้งให้เพื่อนรับทราบซักครั้งเลย จนเรื่องยาวถึงเทศบาล ซึ่งไม่ใช่ความผิดของผม ผมทำตามกระบวนการ ส่วนเพื่อนบ้านจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นอย่างใดต่อไป ก็ไม่ทราบได้ ส่วนผม ยินดีที่จะคุยกับเพื่อนบ้านเพื่อปรับความเข้าใจ โดยจะต้องเจ้าหน้าที่โครงการเป็นตัวกลางในการพูดคุยครั้งนี้

2. ประเด็นที่โครงการปล่อยปะละเลยให้ลูกบ้านประกอบกิจการภายในบ้านของตัวเอง

อันนี้ผมบอกไปว่า ทางโครงการต้องเข้มงวดมากกว่านี้ ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาด เพื่อป้องปรามไม่เกิดเหตุการณ์ ในลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกบ้านจัดการกันเอง อย่างกรณีของผม อีกอย่าง เอกสารรับรองฯประกอบในสัญญาซื้อขาย ที่เอามาให้เซนต์ มันคืออะไร ไม่มีความหมายกับลูกบ้านเลยใช่หรือเปล่า ถ้ามันไม่มีความหมาย แล้วเอามาให้ผมเซ็นต์ทำไม ไม่ทราบ

2. ประเด็นเพื่อนบ้านที่ยังดำเนินกิจการ

อันนี้ผมบอกว่า เรื่องมันไปถึงเทศบาลและทางเทศบาลเค้าก็มาตรวจสอบแล้ว ผมคงแก้ไขอะไรไม่ได้
คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของเทศบาลต่อไป ซึ่งหากในอนาคต ถ้ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก ทางโครงการต้องเป็นคนแรก ที่เข้ามาจัดการ หรืออำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านในกรณีที่มันเกินความสามารถหรืออำนาจของโครงการแล้ว ไม่ใช่โยนภาระให้ลูกบ้านมาจัดการกันอย่างผม

ทางเจ้าหน้าที่ฯ รับทราบ และจะขอนำข้อเสนอแนะจากผม ไปเสนอผู้ใหญ่(ไม่รู้ว่าใหญ่แค่ไหน)รับทราบ พร้อมทั้งหาแนวทางในการจัดการต่อไป และจะเร่งประชาสัมพันธ์  เกี่ยวกับข้อห้ามในการประกอบกิจการในโครงการให้ลูกบ้านท่านอื่นๆได้ทราบโดยเร็ว

ซึ่งอันนี้ผมบอกไปอีกว่า อยากให้กรณีของผมเป็นตัวอย่างแรก และตัวอย่างเดียว ที่เกิดขึ้นอีก ประมาณนี้

neighborhood-sue-example (7)

 

ระหว่างที่พิมพ์อยู่นี้ (13 มกราคม 2560 เวลา 18.10 น.)

เจ้าหน้าที่โครงการคนเดิม โทรมาหาแจ้งผม ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1. ทางโครงการประสานเพื่อนบ้านให้รับทราบเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดแล้ว

โทรไปคุย ไม่ได้ไปคุยเอง ซึ่งเพื่อนบ้านเข้าใจ

2. ทางโครงการจะนัดหมายให้ผมและเพื่อนบ้านได้พูดคุยกันใหม่

โดยทางโครงการจะเป็นคนกลางให้ ซึ่งผมและเพื่อนบ้านยินดีที่จะคุย

3. ประเด็นเพื่อนบ้านยังดำเนินการอยู่

เพื่อนบ้านได้แจ้งกับทางโครงการว่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง เค้าก็ยังดำเนินการอยู่ โดยปิดกระจกฝั่งที่ติดบ้านผม และคิดว่าน่าจะลดเสียงลงได้บ้าง ซึ่ง ภรรยาผมบอกว่า ยังเปิดกระจกทำเหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลิ่นเสียงมาเต็มเหมือนเดิม โดยเฉพาะเวลาเอาบล๊อกสกรีนมาแล้ว ยิ่งแรงกว่าเดิมอีก อันนี้ได้บอกกับเจ้าหน้าโครงการไปด้วยเช่นกัน

เจ้าหน้าโครงการยังบอกว่า เค้า(เจ้าหน้าที่โครงการ)แนะนำให้ย้ายไปทำอีกห้อง ซึ่ง เค้าบอกว่าเป็นห้องของลูกสาว(อายุ4-5ขวบ) ไม่สามารถย้ายได้ **(ลืมบอกไปว่า บ้านหลังถัดไป ก็เป็นของญาติเค้า(พี่สาวของเพื่อนบ้านผู้ชาย) แต่ไม่ค่อยมาอยู่เพราะอยู่ต่างประเทศ) **

เจ้าหน้าที่โครงการยังบอกอีกว่า เพื่อนบ้านไม่มีท่าทีว่าจะยุติดำเนินการในเร็ววัน แต่อย่างใด ซึ่ง ผมก็รับทราบ และเข้าใจเพราะมันคือรายได้ของเพื่อนบ้าน แต่ก็ขอให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่รบกวนผมและเพื่อนบ้านท่านอื่นๆ

4. ประเด็นการแจ้งประชาสัมพันธ์

จะเริ่มส่งเป็นจดหมายให้ลูกบ้านได้ภายในวันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2560 นี้

5. ประเด็นมาตรการจัดการและป้องปราม

ทางเจ้าหน้าที่โครงการ ไม่ได้กล่าวถึง ผมเลยทวงถามไป และได้คำตอบประมาณว่า “ได้แจ้งข้อมูลไปแล้ว แต่ยังไม่ได้สัญญาณใดๆจากทางผู้ใหญ่”

neighborhood-sue-example (4)

 

อัพเดทครับ 17 มกราคม 2560

เมื่อวาน 16 มกราคม 2560 ผมกับภรรยา ตัดสินใจว่า จะไปที่ร้องเรียนที่สำนักงานใหญ่ ตามคำแนะนำของผู้มีประการณ์ (พนักงานบริษัทอสังหาฯ คู่แข่งของโครงการที่ผมอยู่) ก็เลยว่า จะไปขอคัดสำเนาเกี่ยวเรื่องนี้ที่เทศบาลก่อน เพื่อนำไปประกอบเรื่องร้องเรียน

ระหว่างทางก่อนถึงเทศบาล เจ้าหน้าที่โครงการคนเดิม(ที่อ้างว่าเป็นผู้จัดการ) ได้โทรมาแจ้งความคืบหน้า ดังนี้

1. เจ้าหน้าที่โครงการได้คุย (โทรคุย) กับเพื่อนบ้านทั้งผู้หญิงและผู้ชายแล้ว สรุปได้ดังนี้
  • เพื่อนบ้านเข้าใจแล้วว่าตัวเค้าเองที่เป็นคนผิด และยอมยุติการทำกิจการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2560 แล้ว(ซึ่งก็เห็นทำอยู่ แต่ก็แป๊บเดียว)
  •  เพื่อนบ้านสัญญา(ปากเปล่า)ว่า “จะไม่ดำเนินการในบ้านของเค้าอีก”
    เพื่อนบ้านกำลังจะไปหาที่ทำการใหม่
  • เพื่อนบ้านไม่ต้องการที่จะพูดคุยปรับความเข้าใจกับผมและภรรยา ตามที่ได้แจ้งไปแล้ว(ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไร)
  • เพื่อนบ้านฝากคำขอโทษ ผ่านทางเจ้าหน้าที่โครงการ มาบอกกับผม ซึ่งผมไม่ได้ติดใจ แต่ภรรยาผมยังเคืองๆอยู่
2. เจ้าหน้าที่โครงการ ได้แจ้งผมเกี่ยวกับมาตราที่จะนำมาใช้ในโครงการ(รวมโครงการอื่นๆ ของบริษัท ว่างั้น) มีดังนี้
  • จะไม่มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ลูกบ้านท่านอื่นๆ เป็นจดหมาย(กระดาษ A4 หย่อนตู้รับจดหมาย) เพราะกลัวว่าจะกระทบกับกฏหมายบางข้อ(ไม่รู้ข้อไหนเหมือนกัน) ผมเดาว่า กลัวลูกบ้านคนอื่นๆ ร้องเรียนซะมากกว่า
  • ให้ รปภ. สอดส่องและเก็บข้อมูล รถจากข้างนอก(กรณีแลกบัตร)ที่เข้า-ออกบ้านไหน บ่อยสุด แล้วจะประเมินเองว่า  เข้าข่ายทำประกิจการหรือไม่ ถ้าเข้าข่าย ทางโครงการจะดำเนินการตักเตือนก่อน แต่ไม่รู้ว่า ถ้ายังไม่หยุด จะมีทำอย่างไรต่อไป?????
  • ขออนุญาตผมว่า ขอข้อมูลเพื่อเป็นกรณีตัวอย่าง ว่างั้น

ระหว่างที่คุย ผมขับรถไปจอดในเทศบาลแล้ว  พอคุยเสร็จ ผมก็ขึ้นไปยังห้องที่ผมเคยไปร้องเรียน
พบกับผู้ช่วยนิติกรคนเดิม ผมแจ้งว่า ต้องการมาคัดสำเนาคำร้องฯ และผลการดำเนินการฯของเจ้าหน้าที่เทศบาล
ซึ่งนั่นก็คือ ใบที่ผมและเพื่อนบ้านผู้ชาย ได้ลงชื่อไปในวันที่เทศบาลเค้ามาตรวจสอบ เพื่อไปร้องเรียนที่สำนักงานใหญ่

ผู้ช่วยนิติกร แจ้งผมว่า หัวหน้างานนิติกร ไม่อยู่ไปราชการที่อื่น จึงอยากให้หัวหน้าส่วนงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับฟังและให้คำแนะนำผม จากนั้น ก็มีเจ้าหน้าที่เทศบาลอีก 2 ท่าน คือ

  • เจ้าหน้าที่กองช่าง(คนที่ไปตรวจสอบและพูดคุยกับเพื่อนบ้านผู้ชายในวันเกิดเรื่อง)
  • หัวหน้าฝ่ายบริการและเผยแพร่วิชาการ

ผมและภรรยาก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่เทศบาลทั้ง 3 ท่าน ได้ฟัง ตั้งแต่ต้นจนถึงล่าสุด ก่อนเดินขึ้นมาที่ห้องนี้ และทั้ง 3 ท่าน ได้ให้คำแนะนำและข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ดังนี้

  • โครงการต้องมีหน้าที่เข้ามาจัดการเรื่องนี้โดยตรงและเด็ดขาด ซึ่งมาตรการจัดการเด็ดมากถึงขั้นล๊อกประตูรั้ว ตัดน้ำ ตัดไฟ ของลูกบ้านได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย ****ฟังแล้วตาลุกวาว****
  • หากโครงการเพิกเฉย โดยไม่ดำเนินการใดๆ เราในฐานะลูกบ้าน สามารถไปร้องเรียนได้โดยตรงที่ “คณะกรรมการจัดสรรที่ดิน” ณ สำนักงานที่จังหวัดทุกจังหวัด เพราะมีระบุชัดเจนในข้อกฎหมายของการจัดสรรที่ดิน ซึ่ง หน่วยงานนี้ มีระเบียบและวิธีบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน ****ฟังแล้วตาลุกวาวเป็นสองเท่า****
  • เราสามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ได้อีกทางหนึ่ง  ****ฟังแล้วตาลุกวาวเป็นสามเท่า****
  • ขอเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฯ ในโครงการ ไว้เป็นหลักฐานหรือประกอบการฟ้องร้องได้ ซึ่ง ผมได้ขอไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะได้หรือเปล่านะครับ

มาถึงจุดนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ น่าจะจบได้ E (คงไม่ถึง D) ความสันพันธ์ระหว่างผมกับเพื่อนบ้าน จากนี้ไป คงต่างคนต่างอยู่ เพราะก่อนหน้าก็ต่างคนต่างอยู่อยู่แล้ว

ขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ที่ติดตาม ที่ให้คำแนะนำ ที่สำคัญ กำลังใจอันล้นหลาม

ขอบคุณครับ

ที่มา : labtipp

Advertisement

คิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...!?

พบกับเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นแบบบ้าน ไอเดียการออกแบบ DIY รวมไปถึงเมนูอาหารที่น่าทาน อย่าลืมติดตามกันนะครับ