เนื้อส่วนสันใน หรือที่ชาวอังกฤษเรียกว่า เทนเดอร์ลอยด์(tenderloin) แต่ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า ฟิเลมอยอง(filet mignon) เป็นเนื้อส่วนที่มีความนุ่มโดยธรรมชาติ นิยมนำมาย่างกินเป็นสเต็ก เป็นส่วนที่มีไขมันน้อยอุดมไปด้วยโปรตีนล้วน ๆ เหมาะมากกับคนนิยมเนื้อผู้รักสุขภาพ

วันนี้ กินในบ้าน จึงจะจะพาเพื่อน ๆ ไปทำเมนู “ฟิเลมิยองสเต็ก” ที่ใช้เนื้อสันในมาทำ พร้อมกับน้ำซอสชุ่มฉ่ำ เป็นการสาธิตวิธีมำโดยคุณ เสือตะหลิว ตามมาชมขั้นตอนการทำกันได้เลยจ้า

 

ขั้นตอนการทำ

1. ใช้เนื้อส่วนสันในประมาณ 3 ขีด แค่เอามาทุบพอให้แบน จากนั้นหมักด้วยเกลือ พริกไทย เหล้า และน้ำมันพืช หมักทิ้งไว้นอกตู้เย็นประมาณ 1 ชัวโมง

 

2. ตั้งกระทะไฟแรง ทุบกระเทียมให้พอบุบแล้วเอาลงผัดในเนยประมาณ 2 ช้อนโต๊ะจนเหลืองหอม

 

3. เอาเนื้อลงจี่ในกระทะ ระหว่างนั้นก็ตักน้ำมันเนยราดลงไปบนเนื้อเรื่อย ๆ ถ้าชอบแบบ medium rare ก็จี่ประมาณด้านละ 2 นาทีก็พอ เนื้อได้ที่ก็เอาออกมาพักไว้ได้เลย

 

4. กระทะใบเดิมอย่าพึ่งล้าง ใส่ผักลงไปผัด รีบๆคลุกเคล้าให้เข้ากันสักนาทีสองนาทีก็เป็นอันเสร็จ เอาออกมาพักไว้ต่อเลย  ผักพวกนี้ถ้าลวกในน้ำเกลือก่อนสักนาทีก่อนเอามาผัด จะได้ผักที่สีสดกรอบชุ่มกำลังดี

 

5. มาเตรียมซอสกันต่อเลย วันนี้จะทำเป็นบรานว์ซอสง่ายๆ เริ่มต้นแค่ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่เนย 2 ก้อน ผัดกระเทียมสับ หอมใหญ่สับ ก้านขึ้นฉ่ายสับ แครอทสับ มะเขือเทศสับ อย่างละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบรสเผ็ดร้อนก็ใส่พริกไทยดำบดลงไปประมาณ 1 ช้อนชา ปรุงรสง่ายๆด้วยเกลือเล็กน้อยกับซอสมะเขือเทศประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

 

6. เติมน้ำซุปลงไปประมาณ 1 ถ้วยตวง เคี่ยวไปเรื่อยๆจนน้ำซอสเริ่มข้นเหนียว

 

7. พอน้ำซอสข้นได้ที่ ก็ใส่ใบโหระพาแบบบ้านๆลงไปสักกำเล็กๆ แล้วคนให้เข้ากัน ผักทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที

 

8. จากนั้นก็นำซอสไปกรองเอาแต่น้ำก็เป็นอันเสร็จกับบรานว์ซอสสูตรแบบบ้าน ๆ ง่าย ๆ

 

เอามาประกอบร่างรวมกันก็เป็นอันเสร็จ วางเนื้อสันในย่างชิ้นโต จัดผักผัดเนยแกล้มเอาไปข้าง ๆ ราดบรานว์ซอสลงไปให้ทั่ว ๆ แค่นี้ก็จะได้ฟิเลมิยองสเต็กสุดหรูสไตล์ fine dining ที่สามารถทำเองได้ที่บ้านแล้วครับ

 

เนื้อสันในสุกแบบ medium rare มีความฉ่ำของเนื้อผสานกับความนุ่มในแบบของสันใน ราดด้วยบรานว์ซอสรสหอมมันกลมกล่อม มีผักผัดเนยหอมๆเนื้อสัมผัสกรอบๆฉ่ำๆค่อยกินแนมตัดความเลี่ยน

นี่แหละคือนิยามของความโรแมนติคในอาหาร ถ้ามีไวน์แดงชั้นดีกลิ่นหอมฉุนอ่อนๆรสฝาดนิดๆ รับรองว่าอาหารมื้อนี้จะกลายเป็นมื้ออาหารแห่งความโรแมนติคอย่างแน่นอน

 

ที่มา : เสือตะหลิว

Advertisement

คิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...!?