ในสมัยอยุธยามีชาวต่างชาติจากหลายประเทศ ได้เข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ จีน ฝรั่งเศษ หรือญี่ปุ่น บางประเทศก็เข้ามาเพื่อค้าขาย แต่บางประเทศก็อพยพหลบหนีสงครามมาจากบ้านเมืองของตัวเอง จึงได้มีการก่อตั้ง หมู่บ้าน ของแต่ละประเทศขึ้น เพื่อแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยให้คนในแต่ละประเทศได้ดำเนินชีวิตตามประเพณีและวัฒนธรรมของชนชาติตัวเอง

แต่ในปัจจุบัน หมู่บ้านเหล่านั้นก็ได้รับการบูรณาการให้กลายเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ หรือโบราณสถาน ซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นและยังเป็นตัวบ่งบอกเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี

และวันนี้ ในบ้าน ก็จะขอพาชาวเว็บทุกท่าน ไปรู้จักกับ “8 หมู่บ้านชาวต่างประเทศในสมัยกรุงศรีอยุธยา” เรียบเรียงโดย  ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ แฟนคลับ พร้อมแผนที่ตั้งหมู่บ้านที่วาดโดยชาวฝรั่งเศส จะมีเรื่องราวอะไรน่าสนใจบ้าง เราไปติดตามกันเลยค่ะ

 

หมู่บ้านชาวต่างประเทศในสมัยกรุงศรีอยุธยา

“ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเบื่อเลยที่จะชมกรุงไกรอันใหญ่โตที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินเสมือนเกาะ มีแม่น้ำกว้างใหญ่ ๓ เท่าแม่น้ำเซนอยู่โดยรอบ ในแม่น้ำเต็มไปด้วยเรือกำปั่นฝรั่งเศส อังกฤษ วิลันดา ญี่ปุ่น ไทย และยังมีเรือใหญ่น้อยอีกเป็นอันมากแทบจะนับมิถ้วน…” บาทหลวงเดอชัวสี อุปทูตชาวฝรั่งเศส

สมัยกรุงศรีอยุธยาชาวต่างประเทศที่เดินทางโดยเรือสำเภา ต้องแล่นเรือเข้าทางปากน้ำสมุทรปราการ ขึ้นไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงชานพระนครด้านใต้ ก็ต้องจอดเรือตรงขนอนหลวงก่อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจผู้คนและสิ่งของ พร้อมทั้งเก็บภาษีสินค้าขาเข้าตามที่ตกลงไว้ แล้วจึงผ่านเข้าเขตพระนครได้ เรือสำเภาของต่างชาติได้รับอนุญาตให้จอดทอดสมอในแม่น้ำ คนละฝั่งกับเกาะเมือง ตั้งแต่บริเวณหน้าป้อมเพชร ที่เรียกว่า “บางกระจะ” เป็นแนวลงมาทางใต้

เอาล่ะ ก่อนจะวางมือจากเฟซบุ๊กเพื่อชมพี่หมื่นและแม่การะเกดอย่างใจจดใจจ่อ

อ.ส.ท. อยากบอกว่านอกจากคอนสแตนติน ฟอลคอน และท้าวทองกีบม้า ที่หน้าตาดูเป็นชาวต่างประเทศมาก ๆ ในละครเรื่องบุพเพสันนิวาสแล้ว ยังมีชาวต่างประเทศชาติอื่น ๆ อีกมากที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุธยาสมัยนั้น มีชาติใดลองทายกันดู

และนี่คือ แผนที่หมู่บ้านชาวต่างประเทศในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งวาดโดยชาวฝรั่งเศส

 

1. บ้านจีน

ตั้งแต่วัดพนัญเชิงลงมาทางใต้เคยเป็น “หมู่บ้านจีน” หลักฐานทางเอกสารพบว่าชาวไทยจีนติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระนครินทราธิราช กษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา

เนื่องจากครั้งยังทรงเป็นพระอุปราชพระองค์เคยเสด็จเมืองจีนและสนิทสนมกับจักรพรรดิ์จีนอย่างมาก หมู่บ้านชาวจีนตั้งบ้านเรือนกระจายอยู่ทั้งสองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา

ในจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศกล่าวว่าถนนบ้านจีนเป็นถนนที่ดีที่สุดสายหนึ่งในพระนครศรีอยุธยา สินค้าที่มากับสำเภาจีน ได้แก่ ไหมดิบ เครื่องลายคราม ผ้ากำมะหยี่ ผ้าแพร ขนสัตว์ เพชรนิลจินดา ฯลฯ

 

2. บ้านแขก

พวกแขกนับถือศาสนาอิสลาม มีแขกจาม (แขกครัว) เข้ามาหลังจากจีน ตั้งบ้านอยู่ริมแม่น้ำตั้งแต่บางกระจะไปทางตะวันตก ผ่านปากคลองคูจามไปถึงปากคลองขุนละคอนไชย (คลองตะเคียน)

แขกมักกะสัน ตั้งบ้านเรือนอยู่ตอนปลายคลองขุนละคอนไชยทางใต้ (ที่จะออกแม่น้ำเจ้าพระยา) ภายหลังมีแขกอาหรับมาปะปนอยู่ด้วย สร้างสุเหร่าขึ้นเป็นศูนย์กลางชุมชนแห่งหนึ่งเรียกว่า “มัสยิดตะเกี่ย”

 

3. บ้านโปรตุเกส

โปรตุเกสเป็นฝรั่งชาติแรกที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ หลังจากที่โปรตุเกสยึดมะละกาได้ ชาวโปรตุเกสร่วมกับไทยช่วยทำศึกสงคราม จนทำให้กองทัพไทยชนะโดยง่าย

เมื่อเสร็จสงครามทรงปูนบำเหน็จความชอบชาวโปรตุเกส ได้พระราชทานที่ดินตำบลบ้านดิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างใต้กรุงศรีอยุธยาให้ชาวโปรตุเกสตั้งบ้านเรือนอยู่ เรียกว่า บ้านโปรตุเกส

 

4. สเปน

สเปนเป็นชาวยุโรปชาติที่ ๒ ที่เข้ามากรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. ๒๑๔๐ ได้ส่งทูตเข้ามาในสมัยรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และได้ทำสัญญาพันธไมตรและการค้ากับไทย ต่อมาการค้าของทั้งสองฝ่ายไม่ได้ดำเนินไปด้วยดีเท่าที่ควร และเสื่อมในที่สุด เนื่องจากสเปนมุ่งที่จะเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเขมรและค้าขายกับเขมรมากกว่าไทย และเรือสำเภาไทยที่ไปทำการค้าที่ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นอาณานิคมของสเปนได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของสเปน พ่อค้าไทยจึงเลิกค้าขายกับสเปน จึงไม่หลงเหลือหลักฐานสถานีการค้าและหมู่บ้านในกรุงศรีอยุธยา มีเพียงเอกสารที่บันทึกเอาไว้

 

5. บ้านฮอลันดา 

ชาวฮอลันดาเดินทางมากรุงศรีอยุธยาครั้งแรก พ.ศ. ๒๑๔๗ ชาวไทยยินดีทำการค้ากับฮอลันดาโดยเอาหนังสัตว์กับพริกไทยแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ทำด้วยฝ้ายของออลันดา ก่อตั้งเป็นหมู่บ้านฮอลันดาขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๑๗๗ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในตำบลสวนพลู โดยพระเจ้าปราสาททองพระราชทานที่ดินบริเวณนี้ตั้งบ้านฮอลันดาตอบแทนที่ร่วมรบชนะปัตตานีหลังกรุงศรีอยุธยาแตกเหลือเพียงแค่ซากฐานรากเดิมของคลังสินค้าเดิมสถานีการค้า

ปัจจุบันภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยของ พระราชินีเบียทริกซ์(H.M. Queen Beatrix) และมกุฎราชกุมารแห่งเนเธอร์เแลนด์ (H.R.H.the Prince of Orange) จึงเกิดความร่วมมือระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์ดำเนินการก่อสร้างอาคารจัดแสดงพิพิธภัณฑ์บ้านฮอลันดาขึ้นที่บริเวณที่เป็นหมู่บ้านฮอลันดาเดิม โดยพยายามยึดรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมให้มากที่สุด ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ โดยก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๕๔

 

6. บ้านอังกฤษ

ชาวอังกฤษมาหลังจากฮอลันดา ๘ ปี ลูกัส เอนทูนิส และพวกพ่อค้าชาวอังกฤษทั้งหมดได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถเพื่อถวายพระราชสาสน์ของพระเจ้าเจมส์แห่งอังกฤษ จึงโปรดอนุญาตให้ชาวอังกฤษมาทำการค้า และพราราชทานบ้านหลังหนึ่งให้เป็นสถานีการค้า แต่ต่อมาถูกชาวฮอลันดากีดกัน การค้าจึงชะงักไปชั่วคราว

พ่อค้าอังกฤษเข้ามาอีกครั้งใน พ.ศ ๒๒๑๗ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงต้อนรับอย่างดี อนุญาตให้พ่อค้าดีบุกซื้อดีบุกตามหัวเมืองปักษ์ใต้ได้สะดวก และนำฝรั่งชาวกรีกเข้ามาคนหนึ่ง และฝรั่งคนนี้เองเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตจนกรุงศรีอยุธยาเข้าไปใกล้อันตรายแห่งการเสียอิสรภาพและอธิปไตยยิ่งนัก คนนี้คือ คอนสแตนสติน เยราคีส หรือคอนสแตนสติน ฟอลคอล นั่นเอง ปัจจุบันบริเวณหมู่บ้านอังกฤษแทบไม่มีอะไรหลงเหลือให้เห็น เป็นที่ตั้งของอู่ซ่อมเรือขนาดใหญ่

 

7. บ้านญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาตั้งแต่ พ.ศ ๒๐๘๓ ตั้งหมู่บ้านอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ถัดจากหมู่บ้านอังกฤษไปทางเกาะเรียน เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช ใน พ.ศ ๒๑๓๕ นั้น มีทหารญี่ปุ่นอาสา ๕๐๐ คนอยู่ในกองทัพไทยด้วย และผู้บังคับบัญชาทหารอาสาญี่ปุ่นกรมนั้น คือ พระเสนาภิมุข หรือ ยามาดา นางามาซา ต่อมาเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข

ปัจจุบันบริเวณหมู่บ้านญี่ปุ่นสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ อยู่ที่ตำบลเกาะเรียน ทางใต้ของหมู่บ้านฮอลันดาและหมู่บ้านอังกฤษ

 

8. บ้านฝรั่งเศส

ชาวฝรั่งเศสเข้าไทยเพื่อจุดประสงค์การเผยแผ่ศาสนา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และมีชาวฝรั่งเศสมากขึ้นเรื่อย ๆ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงแต่งราชทูตเดินทางโดยเรือสำเภาไปยังฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๒๒๓ แต่ได้ประสบพายุอับปางกลางทาง จนในพ.ศ. ๒๒๒๗ จึงได้ส่งไปเป็นครั้งที่ ๒ และได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม

ขากลับไทย มีคณะทูตฝรั่งเศสคณะแรกร่วมเดินทางมาด้วย ราชทูตคนแรก คือเชอวาเลีย เดอ โชมองต์ มีบาทหลวงฟรังซัว ติโมเลออง เดอชัวสี เป็นผู้ช่วย ได้เชิญพระราชสาสน์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มาถวายสมเด็จพระนารายณ์ โอ่อ่า สง่างาม และยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา จัดเป็นกระบวนแห่พยุหยาตราชลมารค

นอกจากนี้ริมน้ำต่อจากบ้านฝรั่งเศสขึ้นไปมีชาวมอญเข้าขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งบ้านเรืออยู่ริมน้ำตั้งแต่ปากคลองขุนละคอนไชยไปถึงบ้านป้อม

อ่านจบถึงภาพนี้กลับไปเคลิ้มกับพี่หมื่นและแม่การะเกดกันต่อนะเจ้าคะ

 

และนี่ก็คือสาระดีๆ ที่ ในบ้าน อยากจะขอแบ่งปันกันในวันนี้ ชาวเว็บท่านไหนที่มีความคิดรู้เพิ่มเติม ก็ลองนำมาแบ่งปันกันได้นะคะ

ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท.

Advertisement

คิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...!?

รวบรวมงานเขียนที่มากไปด้วยสาระมาไว้ในเว็บไซต์ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแบบบ้าน ไอเดียตกแต่งบ้าน รวมไปถึงผลงานทางสถาปัตยกรรมทั้งจากไทยและต่างประเทศ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะคะ :)