ในการปรุงอาหารโดยปกติ หลายบ้านมักจะชื่นชอบอาหารที่มีรสธรรมชาติจากวัตถุดิบโดยไร้การเติมแต่งเครื่องปรุง ในขณะที่หลายคนชื่นชอบรสชาติอูมามิของมื้ออาหาร จึงมีการเติมผงชูรสเพิ่มเข้าไป แต่การทานผงชูรสมากๆ อาจจะมีผลต่อสุขภาพได้ในระยะยาวด้วยเช่นกัน

วันนี้ กินในบ้าน จึงจะมาแจกสูตร “ผงปรุงรสเห็ดหอม” เป็นสูตรของคุณ แหม่ม Simple & Easy เพื่อใช้เป็นผงปรุงรสทดแทนผงชูรส เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับมื้ออาหาร ทั้งยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย ไปชมวิธีทำเพื่อทำไว้ใช้ปรุงอาหารกันเลยครับ

 

แจกสูตร “ผงปรุงรสเห็ดหอม” ปรุงมื้ออาหารทุกมื้อด้วยรสอูมามิ บอกลาผงชูรสได้เลย!

(สาธิตโดย คุณแหม่ม Simple & Easy)

เคยมีคนพูดว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีผงชูรส คนไทยทั้งประเทศต้องลงแดงแน่ ๆ เออ ก็คงจะจริง …. เพราะสมัยนี้ ผงชูรสอยู่รอบตัวเราจริง ๆ ลองนึกถึงก๋วยเตี๋ยว 1 ชามนะคะแม่ค้าเค้าใส่ผงชู่รสในไหนบ้าง น้ำก๋วยเตี๋ยว ไก่ตุ๋นหมูตุ๋น ในหมูสับที่รวน ใส่ชูรสอีกนิดในชามก่อนเสริฟ ชูรส 3 เด้งไปเลย!!!

แม้แต่ในครัวของบ้านเราเองก็ต้องใส่ไปนิดนึงเพื่อความอุ่นใจ 5555 ( เมื่อก่อนแหม่มก็เป็น )

จริง ๆ แล้วรสอูมามิในธรรมชาติเราก็มีนะคะ ซึ่งมีจากหลายที่ หนึ่งในนั้นก็คือ ” เห็ดหอม ” ของแห้งติดครัวที่มีกันทุกบ้าน

เห็ดหอมช่วยทำให้เจริญอาหาร โดยไม่ทำให้เกิดสารพิษสะสมในร่างกาย มีโซเดียมต่ำ แต่ให้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อม

(ส่วนใครไม่ทานเห็ดเพราะเห็ดเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งก็ข้ามกระทู้นี้ไปนะคะ)

มาถึงขั้นตอนวิธีทำนะคะ ก็ง่ายแสนง่าย ( แต่เราคิดไม่ถึง)

วิธีแรก

เห็ดหอมแห้งอย่างดี ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามตลาดหรือซูเปอร์มาเก็ต ไม่ต้องล้างน้ำ โยนเข้าเครื่องปั่นไปเลย ทั้งดอกและโคน แล้วกดปั่นเลย

.

 

ปั่นจนละเอียดแบบนี้ก็เสร็จ ใส่ต้ม ผัด แกง  อาหารตุ๋น ใส่สปาเก็ตตี้ แกงกะหรี่ญี่ปุ่นได้หมด

 

ขออวดอาหารนิดนึง

.

.

.

.

.

.

 

วิธีที่สอง

โยนเห็ดหอมแห้งเข้าเครื่องปั่น ใส่เกลือเพิ่ม อยากได้สารอาหารที่มากกว่าแนะนำเป็นเกลือหิมาลายัน (เกลือสีชมพู แร่ธาตุเพียบ) และพริกไท
เสร็จแล้วกดปั่นโลด ปั่นจนละเอียดเหมือนเดิม แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย แบบที่ 2 นี้จะใส่ต้ม ผัด แกงก็ได้ จะโรยสเต็ก ไก่สเต็กก่อนปิ้งย่าง จะหอมอร่อย เริ่ด ๆ

.

.

 

เสร็จทั้งสองแบบเราก็หาภาชานะมาใส่ อยากใช้ตักก็หากระปุกเล็ก ๆ มาใส่ อยากใช้โรย ก็หาขวดมีรู้แบบกระปุกพริกไทยมาใส่ แค่นี้เองไม่ยุ่ง
เวลาทำไม่ต้องทำเยอะนะคะ เพราะขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก เราสามารถทำเองได้บ่อย ๆ อายุการเก็บรักษา ประมาณ 6 เดือนค่ะ

อวดๆ

.

.

.

 

ก่อนจากไปของกระทู้นี้ เรามาทำความรู้จัก เกลือหิมาลัย หรือเกลือสีชมพูกัน

ทำความรู้จักกับเกลือหิมาลัย
เกลือหิมาลัย หรือเกลือหิมาลายัน มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่เทือกเขาหิมาลัยในประเทศปากีสถาน มีสีชมพูเพราะมีไอเอิร์นออกไซด์ (Iron oxide) เป็นส่วนประกอบ เกลือหิมาลัยจัดว่าเป็นเกลือบริสุทธิ์ เชื่อกันว่าเกิดจากการระเหยและตกผลึกของน้ำทะเลยุคโบราณเมื่อหลายล้านปีก่อน
ผ่านการสกัดด้วยมือและไม่มีการเติมสารเคมีหรือสารปรุงแต่งใดๆ จึงเป็นธรรมชาติและมีแร่ธาตุมากกว่าเกลือที่ใช้กันอยู่ทั่วไป นอกจากจะใช้ประกอบอาหารแล้ว เกลือหิมาลัยยังนิยมนำมาทำเป็นโคมไฟหรือสร้างเป็นถ้ำเกลือหิมาลัยเพื่อช่วยขจัดเชื้อโรคในอากาศ ทำให้ปอดมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
ประโยชน์สุขภาพอันโด่งดังของเกลือหิมาลัย หลายคนเชื่อว่าการบริโภคเกลือหิมาลัยเป็นประจำจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น เพราะมีประโยชน์มากมาย ดังนี้
ช่วยรักษาระดับของเหลวในร่างกาย
ช่วยปรับสมดุลค่าความเป็นกรดด่าง (pH balance) ในเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์สมอง
ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และชะลอวัย
ช่วยดูดซึมอนุภาคอาหาร (food particles) ในลำไส้
ช่วยให้สมอง กล้ามเนื้อ และระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น
ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงสุขภาพไซนัสดีขึ้น
ช่วยควบคุมความดันโลหิต
ช่วยให้กระดูกแข็งแรง
ป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว
กระตุ้นความต้องการทางเพศ
ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
ช่วยให้นอนหลับสนิท
แม้ประโยชน์บางข้อจะยังไม่มีผลการศึกษาวิจัยที่ออกมายืนยันว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่ก็ทำให้เกลือหิมาลัยได้รับความนิยมแพร่หลายขึ้นในปัจจุบัน
เกลือหิมาลัยดีกว่าเกลือบริโภคทั่วไปจริงหรือ
หลายคนเชื่อว่าเกลือหิมาลัยมีประโยชน์สุขภาพมากมาย เพราะมีแร่ธาตุและสารอาหารรองมากถึง 84 ชนิด มีปริมาณโปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็กมากกว่าเกลือทั่วไป แต่มีปริมาณโซเดียมน้อยกว่า คือ ในปริมาณ 1 กรัมเท่ากัน เกลือทั่วไปมีโซเดียม 381 มิลลิกรัม ส่วนเกลือหิมาลัยโซเดียมน้อยกว่า
คือ 368 กรัม นอกจากนี้ เกลือบริโภคทั่วไปบางยี่ห้อมีสารป้องกันการจับตัวเป็นก้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย เกลือหิมาลัยซึ่งเป็นเกลือธรรมชาติจึงอาจปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากกว่า
ข้อควรระวังในการบริโภคเกลือหิมาลัย
ได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ
ไอโอดีน คือแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเพื่อให้อวัยวะส่วนต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ เกลือหิมาลัยนั้นมีปริมาณไอโอดีนน้อยกว่าเกลือป่นที่บริโภคกันทั่วไป ผู้ที่หันมาบริโภคเกลือหิมาลัยจึงอาจได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอที่ร่างกายต้องการ และควรเสริมไอโอดีนด้วยการกินอาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย สาหร่าย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์จากนม เพื่อป้องกันการขาดสารไอโอดีน (Iodine Deficiency)
ได้รับโซเดียมมากเกินไป
แม้โซเดียมจะเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ทั้งผู้ที่แพทย์วินิจฉัยว่าควรควบคุมการบริโภคโซเดียมและผู้ที่ร่างกายแข็งแรงปกติไม่ควรบริโภคโซเดียมเกินที่ร่างกายต้องการ นั่นคือ ควรบริโภคน้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัม
ซึ่งเทียบเท่ากับเกลือป่นประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีผลยืนยันแน่ชัดว่าเกลือหิมาลัยดีกว่าเกลือทั่วไป แต่เกลือหิมาลัยก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่อยากบริโภคเกลือทั่วไปเพราะกลัวใส่สารเคมีหรือสารปรุงแต่ง แม้จะมีราคาแพงกว่าเกลือทั่วไปก็ตาม Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

 

 

ที่มา : Simple & Easy

Youtube Chanel : kanchana Iijima

Advertisement

คิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...!?